top of page

เต่ามะเฟือง:ร่มเงาที่หายไปในโลกร้อน

สุพิตา เริงจิต เรื่องและภาพ

ภายใต้การสนับสนุนของ ไทยพีบีเอส



ใต้ท้องฟ้ามืดที่มีแสงดาวระยิบระยับบนเกาะพระทอง ทะเลสีเข้มสะท้อนประกายเงินจากแสงฟ้า ดาวเต่าที่คนโบราณใช้สังเกตเวลาขึ้นวางไข่ของแม่เต่า ส่องประกายเจิดจ้า


ชวนให้จินตนาการว่า ใต้พื้นน้ำนั้น จะมีแม่เต่าสักตัวหนึ่งไหม ที่กำลังเดินทางเพื่อกลับมาวางไข่ในถิ่นเกิด ตามสัญชาตญาณที่สืบทอดมาหลายสิบล้านปี... 


เส้นทางเต่ามะเฟือง ภาพวาดของ LittleLark
เส้นทางเต่ามะเฟือง ภาพวาดของ LittleLark

 ขณะที่แสงไฟฟ้าจากเรือประมงที่เรียงรายต่อเนื่องตรงเส้นขอบฟ้า ทำให้สงสัยว่าเส้นทางของแม่เต่าจะปลอดภัยเพียงใด..


เวลานี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดต่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์เต่ามะเฟือง

 

“เต่ามะเฟืองทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก จัดอยู่ในสถานะ Critically Endangered คือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับวิกฤต  ถัดจากนี้ก็เป็น Extinct in the Wild คือสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ มีแค่ในตู้เลี้ยง “  หิรัญ กังแฮ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก และใกล้สูญพันธ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน(ศวอบ.) ระบุสถานะของเต่ามะเฟือง ตามเกณฑ์ของ IUCN Red List Categories


เกาะเคลื่อนที่

 

เป็นเวลานานแสนนานมาแล้ว ที่นกทะเลได้อาศัยหยุดพักบนเต่ามะเฟืองที่โผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ

เต่าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ยาวมากกว่าสองเมตร เปรียบเสมือนเกาะลอยน้ำสำหรับนกทะเล

และเป็นร่มเงา รวมถึงที่หลบภัยให้ปลาเล็กๆ

 

ในอดีตเกาะลอยน้ำแบบนี้ มีให้เห็นมากมายทั่วโลก ตั้งแต่มหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก ไปจนถึงแอตแลนติก ยกเว้นในมหาสมุทรที่หนาวเย็นอย่างอาร์กติกและแอนตาร์กติก


ร่มเงาแห่งมหาสมุทร ภาพวาดของ LittleLark
ร่มเงาแห่งมหาสมุทร ภาพวาดของ LittleLark

 

 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การค้าไข่และเนื้อเต่าเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความก้าวหน้าเทคโนโลยี การประมง นำไปสู่การใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างเข้มข้น ส่งผลให้เต่ามะเฟืองลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเผชิญภาวะใกล้สูญพันธุ์ไปจากท้องทะเลหลายแห่ง

 

ข้อมูลของ NOAA Fisheries ระบุว่า จำนวนรังไข่เต่ามะเฟืองต่อปีในมาเลซีย ลดลงจากประมาณ 10,000 รังในปี 1953 เหลือเพียง 1-2 รัง ในปี 2003 ขณะที่จำนวนรังไข่เต่าชนิดนี้ในอินโดนีเชียลดลงถึงร้อยละ 80

 

ส่วนในประเทศไทยมีรายงานว่า จำนวนการวางไข่ลดลงถึงร้อย 95 ภายในระยะเวลา 50 ปีหลังนี้

 

 นั้นคือจำนวนที่หายไปของร่มเงา...

 

เต่าใหญ่ไข่กลบ

 

”วันนี้เต่าคงไม่มา น้ำขึ้นท่วมชายหาดหมดแล้ว” สุริยะ สอนเสริม ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ ทรัพยากรชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (สทช.6) ปิดงานของค่ำคืน ในราวใกล้หนึ่งนาฬิกา หลังจากร่วมกับศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน(ศวอบ.) บินโดรนตรวจจับความร้อนและเดินเต่า ตลอดแนวชายหาด ระยะทางหลายกิโลเมตร  โดยมีอาสาสมัครจาก ThaiWhales ร่วมช่วยเดินสำรวจ ด้วยความหวังว่า แม่เต่าที่ขึ้นมาวางไข่เมื่อ 10 วันก่อน จะกลับมาอีกครั้ง


สุริยะ สอนเสริม กับรังไช่เต่ามะเฟืองรังแรกของปี ที่บ้านทุ่งดาบ เกาะพระทอง คุระบุรี พังงา
สุริยะ สอนเสริม กับรังไช่เต่ามะเฟืองรังแรกของปี ที่บ้านทุ่งดาบ เกาะพระทอง คุระบุรี พังงา

“ปกติแม่เต่าที่สมบูรณ์จะกลับมาวางไข่อีกครั้งในราว 10-15 วัน” ผอ.ส่วนอนุรักษ์ฯ ให้ข้อมูล ทั้งนี้แม่เต่าแต่ละตัวจะวางไข่ได้หลายครั้งและมากสุดได้ถึง 10 ครั้ง โดยจะวางไข่ครั้งประมาณ 50-150 ฟอง ดังนั้นแม่เต่าจึงไม่ได้วางไข่ทุกปี แต่จะเว้นไปประมาณ 2-4 ปี เพื่อสะสมอาหารสำหรับ สร้างไข่จำนวนมาก

 

นอกจากที่บ้านทุ่งดาบ เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี ในปีนี้ยังมีแม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ที่จังหวัดพังงา อีกหนึ่งรังบริเวณหาดบางหลุด อำเภอตะกั่วป่า

 

“ผมมาเจอรอยเต่า ตอนเจ็ดโมงเศษ กำลังจะไปตกปลา ความจริงเขาเจอก่อน เขาเห็นตั้งแต่ ตอนเช้ามืด แต่ไม่รู้ว่าเป็นรอยเต่า คิดว่ารอยรถ ATV” วันชนะ ทองเล็ก เล่า พลางพยักหน้า ไปทางเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งนี้เต่ามะเฟืองมีขนาดใหญ่ รอยจึงกว้างราว 160 ซม. ชวนให้เข้าใจผิดได้

“ความจริงตอนเขาเจอ แม่เต่ายังอยู่เพราะมีรอยขึ้นรอยเดียว ยังไม่มีรอยกลับลงไป” ทั้งนี้ผู้ที่ให้เบาะแสการขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล จะได้รับเงินรางวัลจาก กองทุนอนุรักษ์เต่าทะเลและถิ่นอาศัย จำนวน 20,000 บาท สำหรับเต่ามะเฟือง และ 10,000 บาท สำหรับเต่าทะเลอื่นๆ


วันชนะ ทองเล็ก ยังคงเฝ้าดูคอกเต่า และเล่าเรื่องเต่ามะเฟืองด้วยความภูมิใจ
วันชนะ ทองเล็ก ยังคงเฝ้าดูคอกเต่า และเล่าเรื่องเต่ามะเฟืองด้วยความภูมิใจ

ทันทีที่ได้รับแจ้ง ทีมงาน สทช.6 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่จะเข้าไปในพื้นที่ทันที เพื่อสำรวจและดูแล ความปลอดภัยของไข่เต่า พร้อมทั้งประสานงานนักวิชาการจาก ศวอบ. เข้ามาตรวจสอบรายละเอียด เช่น จำนวนไข่ ไข่ดี ไข่ลม อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ เพื่อเก็บข้อมูลไว้ศึกษาต่อและคำนวณเวลาที่เต่าวางไข่ รวมถึงเวลาฟัก

 

ในกรณีพบว่ารังอยู่ในบริเวณน้ำทะเลขึ้นท่วมถึง จำเป็นต้องย้ายรัง จะต้องทำโดยเร็วที่สุดและ ระมัดระวังที่สุด เพื่อให้อัตราการรอดของลูกเต่าสูงสุด หลุมไข่เต่าทั้งหมดจะได้รับการล้อมคอก เพื่อป้องกันภัย ทั้งจากสัตว์ มนุษย์และธรรมชาติ

 

ปัญหาอยู่ที่การหาหลุมไข่ แม้จะมีรอยเต่าให้เห็น แต่กิินบริเวณกว้างมากทำให้หาตำแหน่งยาก เป็นที่มาสำนวน ‘เต่าใหญ่ไข่กลบ’ อันหมายถึงการพยายามปกปิดเรื่องราวความผิด

“แม่เต่าจะทำหลุมหลอกไว้โดยเกลี่ยทรายเป็นบริเวณกว้าง ต้องสังเกตจากปลายทราย ที่แม่เต่าปัด และค่อยๆ ใช้มือขุด จะไม่ใช้การสัก เพราะจะทำให้ไข่เสียหายได้” ผอ.สุริยะ อธิบาย ทั้งนี้การ ‘สัก’ เป็นวิธีการหาไข่เต่าแบบเดิมของชาวบ้านที่มีีอาชีพหาไข่เต่า โดยใช้ไม้ปลายแหลมแทงลงไปในทราย บริเวณที่คาดว่าจะมีไข่เต่า

 

ฤดูกาลวางไข่ปีนี้ ซึ่งคาบเกี่ยวจากปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 มีไข่เต่ามะเฟืองที่สมบูรณ์รวม 166 ฟอง จาก 2 รัง

 

เมื่อครั้งที่เรายังขี่หลังเต่า

 

ในอดีตย้อนหลังไปไม่เกิน 50 ปี เกาะพระทองถือเป็นดินแดนเต่าและเป็นเขตสัมปทานไข่เต่าที่สำคัญ ของชายฝั่งอันดามัน

 

แต่ก่อนที่นี่อุดมสมบูรณ์ เหมือนเป็นเกาะพระ(สังข์)ทอง มีทั้งกวาง ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา อยากจะกินอะไรมีหมด ออกไปหาเดี๋ยวเดียวก็ได้ เหมือนมีมนต์พระสังข์” เทพ กำมะหยี่ ชาวเกาะพระทองวัย 70 เศษ ย้อนอดีตเทียบกับวรรณคดี สังข์ทอง 

“สมัยลุงรุ่นหนุ่ม สัก 60 ปีก่อน เต่าเยอะมาก เขามีสัมปทานแบ่งเขตพื้นที่กัน ปีหนึ่งๆ มีเต่าขึ้นแถบนี้ (บ้านทุ่งดาบ) ไม่ต่ำกว่า 40-50 รัง ถ้านับทั้งเกาะน่าจะเป็นร้อย พอถึงหน้าเต่าขึ้นไข่ ก็จะมีเต่ามาวางไข่แทบทุกวัน อย่างของบางคนที่เขาได้สัมปทานหาดยาวๆ 2-3 กิโล หาบไข่กัน วันละสองรอบ เยอะจนหาบไม่ไหว คนหาบร้องเลย”

 

ส่วนว่าไข่เต่าเป็นที่ินิยมรับประทานในท้องถิ่นหรือไม่นั้น ลุงเทพบอกว่าไข่เต่ามีรสชาติมันมาก “กินมากไม่ได้ มันเลี่ยน” ดังนั้นแต่เเดิมภัยหลักของไข่เต่า จึงเป็นเหี้ยและตะกวด จนกระทั่งมีระบบ สัมปทาน ชาวเกาะพระทองจึงหันมารับจ้างหาไข่เต่าให้กับเจ้าของสัมปทาน

         “ตอนนั้นลุงรับลูกเต่าที่เจ้าของสัมปทานเพาะ ไปส่งให้กับทางการที่ภูเก็ต ส่งไปเป็นกะละมังๆ”

“ส่วนใหญ่จะเป็นเต่าตนุ มะเฟืองนี่ก็ไม่น้อย ปีหนึ่งๆ เป็นสิบรัง แต่ก่อนไม่เรียกเต่าตนุ เต่ามะเฟือง เต่าหญ้า แต่เรียกกันแค่เต่าใหญ่ เต่าเล็ก มะเฟืองนี่เต่าใหญ่ ตัวใหญ่มาก คนขึ้นไปนั่งได้ ตั้งสี่คน”

 

ส่วนถ้าสงสัยว่าเต่าจะว่าอะไรหรือไม่ที่มีคนไปนั่งบนหลัง ลุงเทพตอบว่า “ไม่ว่า ก็มันพูดไม่ได้...แต่น้ำตานี้ ไหลพรากเลยนะ” ...อันนี้เป็นมุก ความจริงคือ  “ไม่ใช่น้ำตา เขาว่ามันโดนลม” เมื่อเต่าขึ้นบกจะมีน้ำเมือก ออกมาช่วยเคลือบไม่ให้ตาแห้ง และน้ำเมือกนี้ยังช่วยขับเกลือส่วนเกินจากร่างกายเต่า แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ควรขี่หลังเต่า ทั้งหมดเป็นความรู้ที่ลุงเทพได้จากการเข้าร่วมอนุรักษ์เต่ามานานมากกว่า 20 ปี


เทพ กำมะหยี่ นักอนุรักษ์เต่า ชาวเกาะพระทอง
เทพ กำมะหยี่ นักอนุรักษ์เต่า ชาวเกาะพระทอง

เวลานี้ลุงเทพทำหน้าที่ช่วยดูแลหลุมฟักเต่า ทำบ่อน้ำให้กวางป่า รวมไปถึงรักษาความสมบูรณ์ ของสัตว์อื่นๆ

“ปูในคลองข้างบ้านนี้ ใครมาจับไปกิน เอาได้ไปเลย ลุงไม่หวง แต่ไม่ให้จับขาย เพราะถ้า พวกจับขายมา ตัวเล็กตัวน้อยก็เอาไปหมด ไม่เหลือ”

     “เต่ามาหมดก็ตอนมีอวนลากสองข้าง เรืออวนเข้ามาถึงชายฝั่งเลย กวาดไปหมดทุกอย่าง แม่เต่าที่เข้ามาไข่บ้าง กลับออกไปบ้าง ติดอยู่ในอวน ตายไปเยอะ”  ทั้งนี้ลุงเทพจำไม่ได้ว่า อวนลากเข้ามาบริเวณเกาะพระทองในช่วงปีไหน

 

ข้อมูลจากรายงานสัมปทานไข่เต่าแจ้งว่า ในปี 2522 มีเต่าขึ้นทำรังวางไข่ที่เกาะพระทอง 238 รัง มากกว่าที่ลุงเทพคาดการณ์เสียอีก และในปีเดียวกันนี้ มีรายงานจำนวนรังเต่าในเขตสัมปทานพื้นที่ ภูเก็ตและพังงา รวม 590 รัง คิดเป็นไข่เต่าไม่น้อยกว่า 60,000 ฟอง ที่ไม่มีโอกาสฟัก

 

นี่เป็นตัวเลขเพียงปีเดียวของสัมปทานที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2549 แม้ต่อมากรมประมงเปลี่ยนจากการ เก็บค่าประมูล เป็นการกำหนดให้ผู้ได้รับสัมปทานเพาะลูกเต่าคืนธรรมชาติ แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมาคือ ร้อยละ 15-20 และแนวทางนี้ ไม่ประสบความสำเร็จ วัดจากจำนวนเต่าที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายกรมประมงทะยอยยกเลิกการให้สัมปทานไข่เต่า นับจากปี 2526

 

ถึงตอนนั้นจำนวนไข่เต่าลดน้อยลงจนผู้รับสัมปทาน ก็ไม่ได้มีความต้องการต่อสัมปทาน ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่คุ้มกับการลงทุน รายงานปี 2536 แจ้งจำนวนรังไข่เต่าบนเกาะพระทองเหลือเพียง 31 รัง ลดลงจากปี 2522 ถึงร้อยละ 87

 

สถานการณ์ล่าสุดของเกาะพระทอง ลุงเทพเล่าว่า “ปี 65 มีมะเฟืองหนึ่งรัง แล้วก็หายไป ปีก่อนขึ้นเยอะ มะเฟือง 3 รัง ที่เหลือเป็นเต่าอื่นๆ มาปีนี้มีแค่มะเฟืองรังเดียว”

 

เปี้ยวลูกสาวคนเล็กของลุงเทพเป็นเด็กรุ่นสุดท้ายที่เคยขี่หลังเต่ามะเฟืองลงทะเล เมื่อราว 30 ปีก่อน ตอนนี้เต่ามะเฟืองลดจำนวนลงเหลือในระดับหลักสิบ  ได้รับการประกาศยกระดับจากสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นเป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 18 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562

 

ไดโนเสาร์เต่าล้านปี

 

“เต่ามะเฟืองที่ผมเคยเจอและได้วัดขนาด ยาวประมาณ 2.4 เมตร คือถ้านอนเทียบกัน ก็ยาวกว่าเรา” ผอ.สุริยะ เจ้าของฉายา ‘เจ้าพ่อเต่า’ ผู้รับหน้าที่ดูแลหลุมไข่เต่าทุกรัง ในเขตพื้นที่ของ กรมทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เล่าถึงขนาดของเต่ามะเฟืองหรือบางครั้งเรียกกันว่า ‘เต่าเหลี่ยม’ เจ้าของสถิติเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความยาวที่มากได้ถึง 3 เมตร และน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1 ตัน เท่าๆ กับรถยนต์ขนาดย่อม

 

เต่ายักษ์ชนิดนี้เป็นสัตว์ร่วมยุคกับไดโนเสาร์



                                                                  ฟอสซิล เต่ายักษ์อาร์คีลอน (Archelon) ซึ่งเป็นต้นตระกูลเต่าหนังอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์                                                                 ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส(145-65 ล้านปีก่อน) ภาพของ Frederic A. Lucas
ฟอสซิล เต่ายักษ์อาร์คีลอน (Archelon) ซึ่งเป็นต้นตระกูลเต่าหนังอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์ ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส(145-65 ล้านปีก่อน) ภาพของ Frederic A. Lucas

 ในขณะที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป เต่ามะเฟืองยังดำรงเผ่าพันธ์ุต่อมาจากต้นตระกูล ด้วยวิวัฒนาการที่น่าทึ่ง นับจากกระดองอันเป็นเอกลักษณ์ ที่แยกเต่ามะเฟือง(Leatherback turtles ) ออกเป็นเต่าหนัง ในขณะที่ เต่าชนิดอื่นๆ มีกระดองแข็ง

 

กระดองหนังของเต่ามะเฟือง ประกอบด้วยเนื้อเยื่อคล้ายกระดูกอ่อน ทำให้สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลง ความดันในน้ำลึกได้ดีกว่ากระดองแข็ง เต่ามะเฟืองจึงดำน้ำได้ลึกกว่าเต่าทะเลอื่น โดยดำได้ลึกสุด 4,000 เมตร

 

เมื่อประกอบกับสันเจ็ดเส้นตามแนวยาวอันเป็นที่มาของชื่อ มะเฟือง รวมถึงครีบหน้าที่ยาวกว่าเต่าทะเล ชนิดอื่น ๆ และครีบหลังมีรูปร่างคล้ายใบพาย ล้วนช่วยให้เคลื่อนไหวในน้ำได้ดี ทั้งยังมีชั้นไขมันที่หนาและ ระบบเลือดที่ช่วยในการแลกเปลี่ยนความร้อน เต่ามะเฟืองจึงเป็นเต่าที่เดินทางได้ไกล และอยู่ได้ในหลากหลายสภาพอากาศ บางตัวเดินทางไกลกว่า 1ุุุ6,000 กิโลเมตรต่อปี หรือเกือบครึ่งโลก ที่มีเส้นรอบวงยาวประมาณ 40,077 กิโลเมตร 

 

 

นอกจากนี้ ปากของเต่ามะเฟืองเป็นหยักขนาดใหญ่ เพื่อกัดกินสัตว์ที่ไม่มีเปลือกแข็ง อย่างแมงกะพรุนที่เป็นอาหารหลัก  ภายในช่องปากและลำคอมีอวัยวะคล้ายหนามเล็กๆ (papillae) จำนวนมากเรียงตัวชี้ไปทางด้านหลัง เพื่อช่วยในการกลืนอาหารลื่นๆ ชนิดนี้

 

เต่าทะเลจะมีลักษณะปากที่ต่างกัน สำหรับกินอาหารต่างชนิดกัน เป็นการแบ่งถิ่นฐานและอาหาร เพื่อลดการแย่งชิงทรัพยากรในทะเล

 

วิวัฒนาการทั้งหมด ตอบสนองต่อความต้องการอาหารจำนวนมากพอๆ กับน้ำหนักตัว เต่ามะเฟืองจึงต้องการอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ ในทะเลเปิดและมหาสมุทร ในขณะที่เต่าทะเลอื่นๆ หากินบริเวณชายฝั่ง สำหรับเต่ามะเฟือง เฉพาะเต่าตัวเมียเท่านั้นที่จะเข้ามาบริเวณชายฝั่ง ในช่วงวางไข่ และขึ้นบกมาเพื่อทำรัง

 

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มรดกล้านปี ถูกท้าทายอย่างหนัก จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อม อันเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์

 

ชักช้าเป็นเต่า 

 

“จากการติดตามสัญญาณดาวเทียมที่ติดไปกับลูกเต่า พบว่าลูกเต่าที่ปล่อยบริเวณหาดบางขวัญ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ไปถึงหมู่เกาะนิโคบาร์ ส่วนตัวที่ปล่อยตรงเกาะราชาน้อย ว่ายไปถึงช่องแคบสุมาตรา หลังจากติดตามอยู่ได้ 44 วัน สัญญาณก็หลุด แต่เพียงพอที่จะได้รู้ว่า ลูกเต่าสามารถมีชีวิตรอด หลังปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ” หัวหน้าหน่วยสัตว์ทะเลหายากฯ เล่าถึงโครงการนำลูกเต่ามะเฟืองก้นหลุม มาทดลองเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ สามารถเลี้ยงได้นาน 1 ปี จนเต่ามีขนาดใหญ่ราวหนึ่งฟุต โตพอที่ปลอดภัยจากศัตรูตามธรรมชาติ

“ปกติหากคนไม่เข้าไปช่วย เต่าราว 25-35 ตัวจะตายคาก้นหลุม เนื่องจากถูกทับจากเต่าตัวบนๆ และไข่ที่ไม่ฟัก   เราช่วยโดยเอามาอนุบาลใน ICU box แต่ในระยะ 3 วัน ที่อยู่ในนั้น ลูกเต่าใช้พลังงาน จากไข่แดงหมดไปแล้ว ถ้าเอาไปปล่อยก็ตาย”


ลูกเต่าแรกเกิดมีถุงไข่แดงเป็นพลังงานสำรองตรงท้อง ภาพของ สำนักทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6
ลูกเต่าแรกเกิดมีถุงไข่แดงเป็นพลังงานสำรองตรงท้อง ภาพของ สำนักทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6

เช่นเดียวกับเต่าในนิทานที่เดินช้าๆ ไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดพักจนถึงเส้นชัยก่อนกระต่าย เมื่อลูกเต่าออกจาก หลุมฟัก ก็จะพากันว่ายน้ำโดยไม่หยุด อาศัยพลังงานจากถุงไข่แดง ไปจนกว่าจะถึงแหล่งอาหาร ในทะเลเปิด และปลอดภัยจากศัตรูที่อยู่บริเวณชายฝั่ง

 

ส่วนความเร็วของเต่ามะเฟือง คือ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับความเร็วสูงสุดในน้ำ เกินพอสำหรับการล่าแมงกระพรุน และความเร็วเฉลี่ยในการวิ่งของคนอยู่ที่ 19-24 กโลเมตรต่อชั่วโมง

 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีพลังงานฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ พลังงานราคาถูกนี้ สร้างก๊าซเรือนกระจกจำนวนหาศาล ส่งผลกระทบทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น นำไปสู่ความพยายามแสวงหาความร่วมมือในการแก้ปัญหา จากนานาประเทศ โดยเริ่มต้นจาก การประชุม Earth Summit ในปี 1992 แต่ยังไม่ประสบผล กระทั่งถึงปี 2015 จึงเกิด ความตกลงปารีส (Paris Agreement ) ที่เรียกร้องให้ประเทศภาคี ตอบสนองต่อภัยคุกคาม จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษนี้ ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟป่า ภัยแล้ง และภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศอื่น ๆ

 

33 ปี หลัง Earth Summit และ 10 ปี หลัง ความตกลงปารีส รายงานล่าสุดของ UNEP (United Nations Environment Programme) คาดการณ์ว่า อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นถึง 2.8°C ภายในศตวรรษนี้ และหากประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ตามความตกลงปารีส อุณหภูมิโลกอาจจำกัด อยู่ที่ 2.3 องศาเซลเซียส ระดับอุณหภูมิที่ประเมินไว้นี้ สูงกว่าระดับที่แต่ละประเทศตกลงให้คำมั่น ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้น..ยากจะจินตนาการ

 

สิ่งที่ช้ากว่าเต่า น่าจะเป็นการตอบสนองต่อปัญหาสิิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ส่งผลให้เต่าทะเลตก ในสถานการณ์ที่ ผศ. ดร. ธรณ์​ ธำรงนาวาสวัสด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งติดตามสถานการณ์การโลกร้อนและทำงานด้านอนุรักษ์ทะเลมามากกว่า 30 ปี สรุปไว้สั้นๆว่า  “ขยะพลาสติกฆ่าเต่าที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ โลกร้อนฆ่าลูกเต่าไม่ให้เกิดในวันหน้า”

 

โง่เง่าเต่าตุ่น 

 

ในเดือนกุมภาพันธ์  2566 ที่ผ่านมางานวิจัยของ Lourens J.J. Meijer รายงานอันดับประเทศที่ ทิ้งขยะลงทะเลมาที่สุดในโลก ประเทศไทยติดอันดับที่ 10 ด้วยจำนวน 2.3 หมื่นล้านตัน/ปี  ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

 

100 ล้านปี คือเวลาประมาณการที่เต่าทะเลวิวัฒน์ขึ้นในโลก และ  100 ปี คือระยะเวลาที่มนุษย์ ประสบความสำเร็จ ในการสร้างพลาสติก และกลายเป็นวัสดุทดแทนวัสดุธรรมชาติแทบทุกชนิด ตั้งแต่เสื้อผ้า จานชาม ไปจนกระทั่งเครื่องมือประมง ที่เปลี่ยนจากใยธรรมชาติอย่างฝ้าย ปอ มาเป็นไนลอน

 

พลาสติกมีคุณสมบัติโดดเด่นที่ราคาถูกและทนทาน ทำให้ดำรงอยู่ได้ยาวนานแม้ในสภาพของขยะ  

ในทศวรรษ ที่ 1960 ราคาที่ถูกของพลาสติก นำไปสู่การผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพิ่มปริมาณขยะแบบทวีคูณ และขยะจำนวนมหาศาลไปจบชีวิตในทะเล ถูกพัดพาออกไปยัง มหาสมุทรทุกแห่ง

 

                  “เมื่ออยู่ในทะเล พลาสติกจะดูคล้ายแมงกระพรุนมาก โดยเฉพาะพวกถุงหิ้ว” ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งฯ เล่าถึงปัญหา ในขณะที่ภาวะโลกร้อน การประมงและการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหาร ขยะที่คล้ายอาหารกลับลอยอยู่เต็มมหาสมุทร และ ปากของเต่า วิวัฒน์มาเพื่อกลืนอาหารลื่น ๆ ทำให้ไม่สามารถที่จะขยอนอาหารออกมาได้ คือเหตุผลที่พบพลาสติก และขยะอื่นๆ ในทางเดินอาหารของเต่าทะเลจำนวนมากที่มาเกยตื้น

 

สมองเต่ามะเฟืองมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัว แต่การดำรงชีวิตของเต่าชนิดนี้ ไม่อาจพูดได้ว่า โง่ เต่ามะเฟืองและเต่าทะเลอื่นๆ ล้วนมีความทรงจำยอดเยี่ยมและมีประสาทสัมผัสที่ดีเลิศ สาารถจดจำแหล่งกำเนิด แหล่งหากิน และหาเส้นทางอพยพได้อย่างแม่นยำ และเดินทางโดยอาศัย สายตาประกอบกับการรับรู้สนามแม่เหล็กโลก


ลูกเต่ามะเฟืองแรกเกิด เดินลงทะเล ภาพของ สำนักทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6
ลูกเต่ามะเฟืองแรกเกิด เดินลงทะเล ภาพของ สำนักทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6

ตั้งแต่แรกเกิดลูกเต่าสามารถดมกลิ่นและจำแนกองค์ประกอบเคมี อันเป็นลักษณะเฉพาะของทราย และน้ำทะเลถิ่นเกิด บันทึกเป็นควาทรงจำ (Imprinting) ทำให้สามารถเดินทางกลับมาวางไข่ ในถิ่นกำเนิดได้


พื้นที่ชายหาดกลายเป็นสถานทีท่องเที่ยว ที่มีแสงและเสียง ในยามค่ำ
พื้นที่ชายหาดกลายเป็นสถานทีท่องเที่ยว ที่มีแสงและเสียง ในยามค่ำ

แต่หาดอันเป็นถิ่นเกิด ต่างไปไกลจากเดิม..

 

สองทศวรรษที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์สึนามิ ชายฝั่งอันดามันได้รับการส่งเสริมเป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว และเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ พื้นที่วางไข่ของเต่า กลายเป็นสนามบิน โรงแรม ร้านค้า ในขณะที่ชายหาดเต็มไปด้วยแสง เสียง มีรายงานว่าในกรณีที่เต่าไม่สามารถหาที่วางไข่ได้ ก็จะใช้วิธีไข่ทิ้งทะเล

 

                  “อย่างที่นาเกลือ ท้ายเหมือง พบรอยเต่าขึ้นมาบนหาดราวสิบเมตรแล้ววกกลับลงทะเลไป ตอนนั้นช่วงเทศกาลคริสต์มาส คาดว่าแม่เต่าน่าจะตกใจเสียงพลุ แต่แม่เต่ากลับขึ้นมาอีกรอบ และครั้งนี้ได้เจอตัวด้วย โชคดีที่แม่เต่าไม่ได้ไข่ทิ้งทะเล” ผอ.สุริยะ เล่า  

 

อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีที่แม่เต่าวางไข่บริเวณโรงแรม สนามบิน และท่ามกลางกลุ่มคน “เต่าก็พยายามปรับตัว อย่างกรณีเต่าหญ้าที่ภูเก็ต ขึ้นวางไข่โดยไม่กลัวมนุษย์ ถ้าธรรมชาติยังอยู่ ต่อให้มีสิ่งคุกคามเช่น กิจกรรมมนุษย เต่าก็ยังขึ้นวางไข่ ออกมาต่อสู้ให้ดำรงเผ่าพันธ์อยู่ได้” หัวหน้าหน่วยสัตว์ทะเลหายากฯ ให้ความเห็น

 

นอกจากปัญหาพื้นที่วางไข่  แสงจากกิจกรรมชายฝั่ง อาจส่งผลให้ลูกเต่าเพิ่งฟักที่กำลัง ว่ายน้ำออกไปยังแหล่งอาหารในทะเลเปิด โดยอาศัยแสงจากเส้นขอบฟ้านำทาง เกิดหลงทิศว่ายตามแสงไฟกลับขึ้นฝั่ง และตกเป็นอาหารของผู้ล่าบริเวณชายฝั่ง

 

ทั้งถุงพลาสติกในทะเล เก้าอี้ที่ลงไปอยู่ถึงหน้าหาด แสงเสียงยามค่ำคืน ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ ตามธรรมชาติ

 

บางทีคำว่า ‘โง่’ อาจเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบ โดยเปลี่ยนให้เป็นความโง่ของผู้ได้รับ ผลกระทบ

 

เต่าเป็นสัตว์อายุยืน 

 

“ทางศูนย์วิจัยฯ คาดว่าแม่เต่าที่มาวางไข่แถบนี้น่าจะมี 5-7 ตัว แต่ที่น่าเสียดายคือในช่วงปีสองปีนี้ มีเต่ามะเฟืองถึง 2 ตัวตายไปเพราะติดกับลอบหมึก” ผอ.สุริยะ เล่าถึงควาตายของเต่ามะเฟือง ซึ่งลุงเทพ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า เต่ามะเฟืองติดลอบหมึกจะไม่รอด เพราะตัวใหญ่และลอบหมึกมีทุนถ่วงทำให้จมน้ำตาย

 

1ใน 2 ตัวนี้ คาดว่าคือแม่ท้ายเมือง ที่ขึ้นมะวางไข่แล้วถึง 4 รัง และกำลังจะวางไข่รังที่ 5 จากการผ่าซาก พบไข่ในท้องนับร้อยฟอง

“ในช่วงวางไข่แม่เต่าจะหากินอยู่ใกล้ๆ ในบริเวณไม่เกิน  10 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ซึ่งเป็นเขตที่มี ความเสี่ยงสูง เพราะมีการประมงหนาแน่น”

 

เต่ามะเฟืองโตเร็วกว่าเต่าชนิดอื่น แต่เนื่องจากเต่ามะเฟืองใช้ชีวิตในทะเลลึก และโดยทั่วไป ไม่สามารถเลี้ยงในสถานเพาะเลี้ยงได้นานเกินหนึ่งปี ทำให้มีข้อมูลไม่มากนักเกี่ยวกับวงจรชีวิต คาดหมายว่าวัยเจริญพันธุ์อยู่ในราว 9-20  ปี และมีอายุขัยราว 45-50 ปี หรืออาจจะมากกว่านี้

 

แม้ไม่ยาวนานเท่าเต่าบก แต่นับเป็นอายุเฉลี่ยที่ยาวไม่น้อยเทียบกับสัตว์อื่นๆ อย่างไรก็ตาม การเป็นสัตว์อายุยืน ไม่ได้หมายความว่าเต่าทุกตัวจะมีชีวตที่ยืนยาว ตรงกันข้าม เต่ามะเฟืองมีความเสี่ยง ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ที่แม่อาจจะตายตั้งแต่ยังไม่ได้วางไข่

 

แม้เมื่อเป็นไข่เต่ามะเฟืองมีอัตราการฟักต่ำสุดในบรรดาเต่าทะเลทั้งหมด และในจำนวนลูกเต่าทั้งหมด ที่ฟักออกมามีเพียงหนึ่งในพันเท่านั้น ที่เติบโตจนถึงวัยเจริญพันธุ์


เจ้าหน้าที่อุทยานดำน้ำกู้เก็บขยะที่มีอยู่มากมายในทะเล (ภาพของอุทยานแห่งชาติิหมู่เกาะสิมิลัน)
เจ้าหน้าที่อุทยานดำน้ำกู้เก็บขยะที่มีอยู่มากมายในทะเล (ภาพของอุทยานแห่งชาติิหมู่เกาะสิมิลัน)

85 นาทีหรือราวชั่วโมงครึ่ง คือระยะเวลาที่เต่ามะเฟืองสามารถอยู่ในน้ำ นับว่านานที่สุดกว่าเต่าชนิดใดๆ แต่ไม่นานพอที่ทำให้รอดชีวิตจากการจมน้ำ เมื่อติดอยู่ในลอบ อวน หรือขยะทะเลอื่นๆ  ทั้งนี้ถ้าอยู่นิ่งๆ หรือนอนหลับก็จะอยู่ใต้น้ำได้นาน 4-7 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาการวางอวนบางแห่งอาจนานถึง 24 ชั่วโมง


ทั้งนี้ไม่นับ บรรดาขยะเครื่องมือประมงหรืออวนผี ที่ถูกทิ้งไว้ในทะเล ส่วนหนึ่งเป็นการทิ้งเพื่อทำลาย หลักฐานการประมงผิดกฎหมาย


เต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องมือประมง (ภาพของศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน)
เต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องมือประมง (ภาพของศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน)

ในแต่ละปีมีเต่าทะเลหลายร้อยตัวติดในขยะ ป่วยจากการกินขยะ ที่เกาะพระทอง ลุงเทพเล่าว่า “ตอนหน้าฝนยิ่งเยอะ  ติดพวกอวนที่เขาทิ้งในทะเล ลุงเจอช่วยตัดปล่อยไป ตัวที่บาดเจ็บก็แจ้งให้ทางศูนย์ เขามารับ บางตัวถูกรัดจนพายกิ่วหมด..น่าสงสาร”

 

ขาหรือใบพายที่ไม่สมบูรณ์หรือขาดหายไป ทำให้เสียสมดุลในการว่ายน้ำ เต่าทะเลที่ได้รับการรักษา พยาบาลอาจจะรอดชีวิต แต่ต้องอยู่ในสภาพพิการไปตลอดชีวิตที่ยืนยาว..

 

เหยียบเต่า สองตีน

 

สำนวนที่ว่าเหยียบเต่าเต็มตีน หรือเหยียบเต่าสองตีน  มีความหมายถึงการทำให้มั่นคงรอบคอบ แต่ก็สามารถเป็นภาพแสดงแทนสถานะของเต่ามะเฟืองในเวลานี้ ที่ถูกกดทับจากทุกภัยพิบัติ นับจากกลางมหาสมุทรถึงชายฝั่ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลให้มหาสมุทร ดูดซับความร้อน กระทั่งอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น

 

รายงานภาวะโลกร้อนที่เป็นภัยคุกคามใหม่ต่อเต่าทะเล เริ่มขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจ มากนัก กระทั่งปี 2550  มีความพยายามในการวิจัยก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อเต่าทะเลตลอดวงจรชีวิต

 

นับจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร ส่งผลให้เต่าอาจต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการอพยพ รวมถึงเปลี่ยนพื้นที่หากิน และช่วงเวลาวางไข่ ไม่นับอุณหภูมิน้ำที่ส่งผลต่อแหล่งอาหารและปรสิิิตก่อโรค ในขณะที่บริชายฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่วางไข่ถูกกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการกัดเซาะชายฝั่ง ที่เพิ่มมากขึ้นจากสภาพอากาศและพายุที่รุนแรงขึ้น


                         เจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (สทช.6)  ออกสำรวจติดตาม                                การกัดเซาะชายฝั่งบริเวณเกาะพระทองด้วยการเดินเท้าและบินโดรน
เจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (สทช.6)  ออกสำรวจติดตาม การกัดเซาะชายฝั่งบริเวณเกาะพระทองด้วยการเดินเท้าและบินโดรน

“เต่ามะเฟืองต้องการพื้นที่ชายหาดค่อนข้างกว้าง น้ำขึ้นไม่ถึง และไม่วางไข่ใกล้หรือหลังแนวพืช หลังๆ มีการพัฒนาชายหาดเยอะ ตรงบริเวณที่เคยมีเต่าวางไข่แถบท้ายเมือง มีโรงแรม รีสอร์ทใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายแห่ง คลื่นลมก็รุนแรงขึ้น ชายฝั่งถูกกัดเซาะหายไปมาก พื้นที่ที่เราเคยตั้งคอกเต่า บางจุดหายไป กลายเป็นทะเล” ผอ.ส่วนอนุรักษ์ฯ ให้ข้อมูลจากการติดตามการกัดเซาะชายฝั่ง ของหน่วยงาน

 

พื้นที่เหมาะสมในการวางไข่ของเต่าทะเลลดน้อยลงจากการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและการพังทลายของชายฝั่ง
พื้นที่เหมาะสมในการวางไข่ของเต่าทะเลลดน้อยลงจากการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและการพังทลายของชายฝั่ง

ประการสำคัญอุณหภูมิของทรายหลุมฟักที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการสูญพันธุ์ของเต่าทะเล โดยเฉพาะเต่ามะเฟืองที่มีประชากรจำกัด

 

“ปีที่ผ่านมาไข่เต่ามะเฟืองบางรังไม่ฟักเลย เพราะเป็นไข่ลมไม่มีน้ำเชื้อ ปี 2566 รังหน้าโรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ ก็เหมือนกัน ไข่สมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ไม่มีน้ำเชื้อ” หิรัญ เล่าผลการติดตามการฟักของ สัตว์ทะเลหายากชนิดนี้ และให้ข้อมูลเพิ่มว่า “เต่ามะเฟืองไม่ได้ผสมพันธ์บริเวณชายฝั่งเหมือนเต่าทะเล ชนิดอื่นๆ แต่ต้องไปเติมน้ำเชื้อบริเวณทะเลเปิด ซึ่งโอกาสที่จะเจอตัวผู้มีจำกัด จึงมีวิวัฒนาการที่เต่าตัวเมีย จะมีกระเปาะไว้เก็บน้ำเชื้อ ถ้าโชคดีเจอตัวผู้หลายตัว จะสามารถเก็บน้ำเชื้อไว้ในกระเปาะได้มาก น้ำเชื้อจะสามารถเก็บอยู่ได้นานถึง 2 ปี”

 

แต่วิวัฒนาการกระเปาะน้ำเชื้อ ไม่ครอบคลุมถึงกรณีโลกร้อน ที่ทำให้อุณหภูมิของทรายหลุมสูงขึ้น “เพศของเต่าจะขึ้นกับอุณหภูมิหลุมฟัก ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 32 องศา จะฟักเป็นเป็นตัวเมียทั้งหมด แต่ถ้าอุณหภูมเหมาะสมคือราว  29 องศา ก็จะเป็นสองเพศเท่าๆ กัน”


โลกที่ร้อนขึ้น จึงตามมาด้วยปรากฎการณไข่ไม่มีน้ำเชื้อที่เพิ่มขึ้น และดันให้เต่ามะเฟืองไปอยู่ปลาย วิกฤตสูญพันธ์


หนวดเต่า เขากระต่าย

 

ปัจจุบันในประเทศไทยพบการวางไข่ของเต่ามะเฟือง เฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ในเขตจังหวัดภูเก็ตและพังงา สถิตการวางไข่ของเต่ามะเฟือง ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.5 รังต่อปี ดังนั้นในรอบสิบปีนี้ มีจำนวนไข่เต่าราว 1,500 ฟอง หากหักลบอัตราการรอดตั้งแต่ฟักออกมาจนโตเต็มวัย จะมีเต่ามะเฟืองเพิ่มขึ้นอย่างมากที่สุด 1 ตัว...

 

...และเรายังไม่สามารถเพาะพันธุ์เต่ามะเฟือง

 

“ปีนี้เป็นปีแรกที่ทางศูนย์วิจัยฯ ขอเก็บไข่เต่าจำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ของไข่ที่สมบูรณ์ รวม  47 ฟอง จาก 2 รัง มาเพาะฟักในห้องปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบผลกับการปล่อยพักในธรรมชาติ” หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากฯ เล่าถึงความพยายามอีกก้าวของ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน หลังสร้างเชื่อเสียงให้ประเทศไทย จากความสำเร็จในการเลี้ยง เต่ามะเฟือง ได้นานถึง 2 ปี ก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ

 

“ปีที่ผ่านมาอัตราฟักต่ำมาก 4 รัง ราว 280 ฟอง ฟักได้แค่ 19 ตัว ที่เหลือตายในหลุมหมด ไข่ที่เพาะฟักตามธรรมชาติติดเชื้อราเสียเยอะมาก” สถานการณ์นี้นำไปสู่ความกังวลและความพยายาม ที่จะเตรียมแผนรับมือ

 

“ตามแนวทางของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มุ่งเน้นการอนุรักษ์ในธรรมชาติ สนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่การวางไข่ และในเวลานี้ระบบนิเวศน์ของไทยยังไม่มีปัญหา เต่าสามารถฟักตามธรรมชาติได้ การนำส่วนน้อยมาฟักในห้องปฏิบัตการ เป็นการเตรียมพร้อม

ในกรณีเกิดวิกฤต สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ไม่เอื้ออำนวย เช่น ความชื้นเยอะ อาจจะเกิดเชื้อราหรือเน่า ชายหาดถูกน้ำท่วม จนไม่มีพื้นที่เหมาะสง การศึกษาวิจัยนี้จะเป็นพื้นฐานของข้อมูล ในกรณีมีความจำเป็นต้องนำไข่ทั้งหมด มาเพาะฟักในห้องปฏิบัติการ” 


การตรวจไข่เต่ามะเฟือง ภาพของศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน
การตรวจไข่เต่ามะเฟือง ภาพของศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน

ปีนี้จึงเป็นครั้งแรกของการนำไข่เต่ามะเฟืองมาฟักในกรณีประเทศไทย “ที่อื่นเขาทำกันไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามมีแนวทางและวิธีปฏิบัติสำหรับการเพาะฟักในห้องปฏิบัติการที่ชัดเจน” และเพื่อรักษาไว้ซึ่งการสร้าง การจดจำแต่กำเนิด (Imprinting) ของลูกเต่า ได้มีการนำทรายจากหลุมฟักมาพร้อมกับไข่

 

พวกเขากำลังยื้อเวลาให้กับสัตว์สายพันธุ์นี้  เช่นเดียวกับการใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 คืน เพื่อเฝ้ารอแม่เต่ามะเฟืองกลับมาวางไข่ซ้ำ ในทุกครั้งที่พบการวางไข่ หวังจะได้ติดตามทำความเข้าใจกับ การดำรงชีวิตของสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์นี้ ที่มีความรู้จำกัด

 

แม้การตามหาตัวเต่ามะเฟืองที่มีชีวิต อาจยากไ่ม่ต่างจากการเที่ยวหาหนวดเต่าก็ตาม

 

เรื่องของเราหรือ...ช่างเต่ามันเถอะ

 

                  “ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผู้ล่าลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ถูกล่าก็เพิ่มจำนวน โดยเฉพาะผู้ถูกล่าที่ได้ชื่อว่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันตาย” หิรัญเชื่อมโยงผลกระทบเมื่อเต่ามะเฟืองลดจำนวนลง ในขณะที่แมงกระพรุน ขยายตัวมากขึ้น อย่างเช่นกรณีสายพันธุ์ Turritopsis dohrnii ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ แมงกระพรุนอมตะ เนื่องจากสามารถย้อนวัยได้ เมื่อบาดเจ็บ หรือ แก่ชรา ทำให้มีชีวิิตอยู่ได้เรื่อยๆ ถ้าไม่ถูกล่า และแมงกระพรุนชนิดนี้กำลังขยายแหล่งอาศัย จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังทะเลอื่นๆ เช่นเดียวกับแมงกระพรุนหลากสายพันธุ์ ที่ขยายแหล่งที่อยู่

 

  “เวลาเลี้ยงเต่ามะเฟือง เราต้องเพาะแมงกระพรุนลอดช่องให้เป็นอาหาร เต่าตัวหนึ่ง กินแมงกระพรุนเล็กๆ ประมาณนิ้วก้อยได้ 10,000 ถึง 100,000 ตัว ต่อวัน เพราะเต่ามะเฟืองกินอาหาร ได้เท่ากับน้ำหนักตัว จึงเป็นผู้ล่าสำคัญ ที่ควบคุมจำนวนแมงกระพรุน” หิรัญให้ภาพปริมาณแมงกระพรุน ที่จะเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล เมื่อประชากรเต่ามะเฟืองถดถอยลง

“แต่ก่อนในภูเก็ตไม่รู้จักหรอกแมงกระพรุนกล่อง แมงกระพรุนไฟหมวกโปรตุเกส” ทั้งหมดมีพิษร้ายแรง ในเวลานี้ทุกแหล่งท่องเที่ยวต้องติดเครื่องหมายเตือนอันตรายจากแมงกระพรุน จากสถิติของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2543 ถึง 2565  “มีคนตายจากพิษแมงกะพรุนทั้งในฝั่งอันดามันและอ่าวไทย 10 ราย และบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นหมดสติ 38 ราย” หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากฯ สรุปผลกระทบจากแมงกระพรุน และชี้ว่าการระบาดของแมงกระพรุน ส่งผลต่อการท่องเที่ยว และว่า

  “ถ้าเกิดภาวะแมงกระพรุนบลูม ก็จะกระทบการประมง เพราะจะจับติดแต่แมงกระพรุน ไม่ได้สัตว์น้ำเป้าหมาย”  ที่สำคัญแมงกระพรุนเป็นผู้ล่าลูกปลาวัยอ่อน และแย่งแพลงตอนกับปลา ส่งผลต่อจำนวนประชากรปลา กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในท้ายที่สุด


คอกไข่เต่ามะเฟืองที่มีทราย น้ำ และ แสงอาทิตย์เป็นผู้ฟูมฟัก
คอกไข่เต่ามะเฟืองที่มีทราย น้ำ และ แสงอาทิตย์เป็นผู้ฟูมฟัก

“การอนุรักษ์ที่ดีที่สุดต้องการ การมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เมื่อมนุษย์ใช้ทรัพยากร เกินกำลัง จนเกิดผลกระทบ มนุษยก็ต้องแก้ไข” นักอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากทิ้งท้าย

 

ในปีนี้จะครบ 10 ปี หลังไทยร่วมลงนามในสัญญาเปลี่ยนแปลงโลกสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030”  และเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปีที่จะต้องบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ สถานการณ์ของเต่ามะเฟืองที่สะท้อนทุกภัยพิบัติจากการพัฒนา ตั้งแต่กลางมหาสมุทรถึงชายฝั่ง รวมถึง กรณีอวนตาถี่ในมาตรา 69 เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่ฟ้องว่า ทิศทางการพัฒนาของรัฐไทย ยังห่างไกลจากความยั่งยืน

 

สุดท้ายแล้ว เต่ามะเฟืองมีคุณค่าแค่ไหนในสายตามนุษย์ อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก สถานการณ์โลกร้อนที่พัฒนาเป็นโลกเดือด บอกให้รู้ว่า ยากจะไปต่อบนเส้นทางการพัฒนา ที่ส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์อื่นและโลกอันเป็นที่อยู่ของสรรพชีวิต

 

เราคงไม่ลืมว่า อนาคตของเต่าและเราไม่ต่างกัน

เมื่อคิดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า.. เราต่างอยู่ในโลกที่กำลังร้อนขึ้นใบเดียวกัน

 

 

 

ที่มาของข้อมูล

 

การสัมภาษณ์

เทพ กำมะหยี่ ชาวเกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา

วันชนะ ทองเล็ก ชาวบ้านบางหลุด อ.ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

สุริยะ สอนเสริม ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ ทรัพยากรชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (สทช.6)

หิรัญ กังแฮ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล อันดามันตอนบน(ศวอบ.)

 

ข้อมูลอื่นๆ

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เต่ามะเฟือง สถานภาพและแนวโน้มประชากร

 

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สถิติอันตรายจากแมงกะพรุนพิษ

 

กฤตพล สุธีภัทรกุล ‘ยูเอ็น’ ชี้ทั่วโลกล้มเหลวลดโลกร้อน คาดอุณหภูมิทะลุ 2.8°C สูงกว่าความตกลงปารีส https://www.bangkokbiznews.com/environment/1206371

 

จิตราภรณ์ ฟักโสภา คุณภาพระบบนิเวศทะเลไทยอาจวิกฤติ หาก “ปัญหาขยะพลาสติกในทะเล” ยังไม่ถูกจัดการอย่างยั่งยืน https://www.sdgmove.com/2023/07/26/plastic-pollution-sea-thailand/

 

จรินทร์พร จุนเกียรติ และ คนางค์ คันธมธุรพจน์, พฤติกรรมการอนุรักษ์เต่า มะเฟืองของประชาชนในตําบลท้ายเหมือง อําเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา

 

วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ คนไม้ขาว เต่ามะเฟือง https://www.sarakadee.com/feature/2000/06/turtle.htm

 

สถาบันวิจัยและพัฒนาทางทะเลและชายฝั่ง คู่มือการจัดการพื้นที่เต่าทะเลวางไข่ https://iosea-turtles.cms.int/sites/default/files/document/IOSEA_Turtles_NR_Thailand_2024_attachment_1.3.10.pdf

 

สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รู้รอบเรื่องพลาสติก : จากต้นกำเนิดสู่การจัดการ ตอนที่ 1 ประวัติความเป็นมาของพลาสติก  https://adeq.or.th/knowlage-about-plastic-01/

สำนักงานบรหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ส่วนอุทยานแห่งชาติ การอนุรักษ์เต่าทะเลถิ่นอาศัยในพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต

 

The Matter Climate Change คือ นรกที่มนุษย์ไม่เคยรู้จัก คุยกับ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

 

Callie Veelenturf Conservation of land and sea

 

 

Sea Turtles Preservation Society,  Archelon, largest marine turtle on record 

 

The International Fund for Animal Welfare (IFAW). Leatherback turtles https://www.ifaw.org/international/animals/leatherback-turtles

 

Turtle Foundation, Biology and natural history

 

 

 


 
 
 

Recent Posts

See All
เต่ามะเฟือง: ร่มเงาที่หายไปในโลกร้อน (คลิป)

สุพิตา เริงจิต และ LittleLark เต่ามะเฟืองที่เคยเป็นเกาะลอยน้ำให้นกทะเล และเป็นร่มเงาของปลาเล็กๆ ทั่วทุกมหาสมุทร เวลานี้กำลังอยู่ภาวะวิกฤตเสี่ยงสูญพันธ์ ในประเทศไทย คาดว่ามีแม่เต่ามะเฟืองไม่เกิน 10 ตัว

 
 
 
ธุรกิจโรงแรม เปลี่ยน 'เสี่ยง' เป็น 'คูล' สู้โลกร้อน

สุพิตา เริงจิต และ LittleLark ภายใต้การสนับสนุนของ ไทยพีบีเอส เมื่อโลกร้อนจนเดือด นักท่องเที่ยวหลบร้อน แต่ธุรกิจโรงแรมไม่อาจย้ายตาม ร้าน 0 บาท เป็นหนึ่งในวิธีการ คูลๆ เพื่อโลกและธุรกิจ ได้อย่างไร

 
 
 

Comments


  • White Facebook Icon

Thanks for submitting!

© 2023 by TheHours. Proudly created with Wix.com

บริษัท บี612 วิสาหกิจเพื่อสังคม

99/16 หมู่ที่ 2 ซอยวัดลาดปลาดุก ถนนกาญจนาภิเษกตำบลบางรักพัฒนา อำเภอ บางบัวทอง 

จังหวัดนนทบุรี 11110

โทร 089-449-5695

bottom of page