ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยน 'เสี่ยง' เป็น 'คูล' สู้โลกร้อน
- supita reongjit
- Mar 17
- 5 min read
สุพิตา เริงจิต เรื่องและภาพ
ภายใต้การสนับสนุนของ ไทยพีบีเอส

ภาวะโลกร้อนจนเดือด หลายพื้นที่อุณภูมิขึ้นสูงถึง 40 องศา ส่งผลให้เกิดกระแส ‘คลูเคชั่น’ เที่ยวแบบ หลีกเลี่ยงความร้อน ไปจนถึงการท่องเที่ยวรักษ์โลกแบบ ‘โลว์คาร์บอน’ เพื่อโลกไม่ร้อนไปกว่าเดิม
ในขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนจุดหมายได้โดยง่าย ธุรกิจโรงแรมเป็นกลุ่มที่ยืดหยุ่นน้อยที่สุด ต่อสถานการณ์โลกร้อน เหตุเพราะต้องลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่อาจเคลื่อนย้าย
“ตอนนี้สภาพอากาศแปรปรวน คาดเดาไม่ได้ และอากาศร้อนขึ้นมาก จนบางจุดที่เคยเป็นพื้นที่เปิด ต้องติดแอร์เพื่อให้แขกได้คลายร้อนบ้าง ฝนก็มากขึ้น โรงแรมต้องเตรียมรับมือ ต่างจากเมื่อก่อน รวมทั้งการกัดเซาะชายฝั่ง ที่ไม่คิดว่าจะเจอ ก็มาเจอ” กันทิมา แสงหลี รองกรรมการผู้จัดการ โรงแรมอัปสรา บีชฟร้อนท์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า พูดถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ทั้งนี้ยังไม่รวมภัยพิบัติในอนาคต
“ผลกระทบรุนแรงจากปัญหาโลกร้อนต้องมีแน่นอน และถ้าเกิดขึ้น บอกตัวเองว่า จะไม่ประหลาดใจ เพราะเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเจอ”
เมื่ออากาศเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยว
ยอดจองการเดินทางไปพื้นที่อากาศเย็น อย่างกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 27 โดยสวีเดนมียอดจองเพิ่มสูงสุดถึง 47% ในขณะที่ปัญหาความร้อนทำให้ยอดจองของอิตาลีเพิ่มขึ้นเพียง 3% กระแสการเดินทางหลบร้อน หรือ 'คลูเคชั่น' สะท้อนให้เห็นความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนของธุรกิจการท่องเที่ยว
ที่สำคัญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งให้นักเดินทางหันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน นำไปสู่ความคาดหมายว่า ในทศวรรษนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะเติบโต ปีละมากกว่า 20%
ผลจากการสำรวจของ Booking.com เว็บไซต์จองที่พักระดับโลก ในปี 2568 ที่แสดงให้เห็นว่า 75% ของนักท่องเที่ยวต้องการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากขึ้น มากกว่า 50% ต้องการลดการใช้พลังงานและ ตัดสินใจเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่มากกว่า 40% รู้สึกผิดเมื่อเลือกการเดินทางที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
สอดคล้องกับการสำรวจของ Agoda เว็บไซต์จองที่พักยอดนิยมในเอเชีย ที่พบว่าประมาณ 80% ของนักท่องเที่ยวในเอเชียสนใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และพบว่า คนไทย 84% สนใจเลือกการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
กระแสความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวครั้งใหญ่นี้ เป็นโจทย์ท้าทายความสามารถ ในการปรับตัวของธุรกิจโรงแรม
ช็อป 0 บาท
เมื่อเดินเข้าไปใน Koru ช็อปด้านหน้าโรงแรม หากไม่บอก ยากที่คิดว่าร้านนี้คือแหล่งรวมสิ่งของ ที่ไม่ใช้แล้ว สินค้าหลากหลายชนิดได้รับการจัดวางแยกประเภทอย่างสวยงาม ‘ขยะ’ ในนิยามหนึ่ง จึงได้รับการจัดวางอย่างในพื้นที่ดีที่สุดของโรงแรมหรู
เป็นการตอบรับต่อกระแสลดความร้อนให้โลก ล่าสุดของโรงแรมอัปสราฯ

“เราตั้งใจทำร้านให้สวย และพื้นที่ตรงนี้เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ดีที่สุดของโรงแรม เราอยากให้คนที่มาที่นี่ได้เห็น ว่าของที่ไม่มีประโยชน์แล้วสำหรับเรา อาจเป็นของที่มีค่าสำหรับคนอื่น ร้านนี้เปิดเป็นพื้นที่ ให้คนนำของที่ไม่ได้ใช้ แต่อยู่ในสภาพดีมาวาง เช่น แขกจะกลับบ้าน มีของที่เขาไม่ต้องการนำกลับไป ก็เอามาไว้ที่นี่ พนักงานของโรงแรมก็ด้วย ส่วนใครต้องการอะไรก็หยิบกลับไปได้”

“เงื่อนไขมีอย่างเดียวคือ ชั่งน้ำหนัก ทั้งตอนที่นำของมาและเอาออกไป ทั้งนี้เราไม่รับของจากบุคคลภายนอก เพราะไม่อย่างนั้นที่นี่จะกลายเป็นที่รับฝากขยะ แต่ทุกคนที่มาที่นี่ สามารถเลือกของที่สนใจไปได้ ไม่ต้องจ่ายเงิน แค่ชั่งน้ำหนักเพื่อบันทึกปริมาณขยะเข้าออกเท่านั้น” รองกรรมการผู้จัดการ อัปสราฯ เล่าแนวคิดในการจัดการร้านเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำสิ่งของไปใช้ใหม่ ((Reuse)
“ตั้งแต่เปิดมามีของหมุนเวียนเข้ามาออกไปตลอดเวลา อย่างพวกผมที่อยู่แผนกแม่บ้าน เวลาแขกกลับบ้าน เขาจะวางของไว้ให้ เขียนว่า For You ถ้าเราไม่ได้ใช้ ก็จะเอามาวางที่นี่ เผื่อว่าจะมีเพื่อนๆ ที่ต้องการ” ศราวุธ มะหะหมาด ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกแม่บ้าน ซึ่งหมุนเวียนมาทำหน้าที่ดูแล และจดบันทึกรายการของเข้าออก เล่าผลตอบรับ ทั้งนี้พนักงานของโรงแรมที่เป็นอาสาสมัครใน ‘กรีนทีม’ จะหมุนเวียนกันมาดูแลร้านคนละ 2 ชั่วโมง

“เราทำขยะให้เป็นเรื่องสวยงาม” ผู้บริหารโรงแรมเสริม ในร้านจึงมีสิ่งประดิษฐ์จากขยะของพนักงาน วางไว้ให้เป็นไอเดียสำหรับผู้มาเยือน อาทิ ตุ๊กตาจากผ้าที่เสียแล้วของโรงแรม โคมไฟจากขวดเบียร์ กระเป๋าจากขยะทะเลที่ลอยมาติดหน้าหาด “ เรามีงานเลี้ยงพนักงานทุกปี และในงานจะมีการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากขยะ”
“มีโอกาสได้ไปดูงานการจัดการขยะที่ญี่ปุ่น แล้วประทับใจมาก เขาใช้เวลา 30 ปีในการจัดการขยะ จนเป็นเมืองปลอดขยะ” ผู้บริหารอัปสราเล่าถึงที่มาของร้านที่ได้แนวคิดมาจากร้านคุรุ คุรุ ซึ่งมีความหมาย ว่า ‘หมุนเวียน’ เป็นร้านในเมืองคามิคัตสึ (Kamikatsu) จังหวัดโทคุชิมะ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจาก จากความมุ่งมั่นลดขยะอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี จนบรรลุเป้าหมายลดขยะให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

คุรุ คุรุ เป็นร้านสวยที่ชาวเมืองนำของไม่ใช้แล้ว มาวางรอเจ้าของใหม่ รวมถึงผู้ที่มาดูงานการแยกขยะที่เมืองนี้ก็สามารถหยิบข้าวของที่ต้องการกลับไปเป็นที่ระลึกได้ ทำให้ คุรุ คุรุ สามารถสร้างให้เกิดการหมุนเวียนและช่วยให้สิ่งของไม่กลายเป็นขยะ ถึงปีละประมาณ 15 ตัน
จากปัญหาเมืองไม่มีเงินพอที่จะซื้อเตาเผาขยะ ทำให้ชาวเมือง ‘จำเป็น’ ต้องหาวิธีการใหม่ๆ ในการ จัดการขยะ ในเวลานี้ความจำเป็นเช่นกันที่ผลักดันให้กลุ่มธุรกิจโรงแรม ต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนปลงสภาพภูมิอากาศ
โรงแรมในโลกร้อน
“เราเป็นคนโรงแรม ทำธุรกิจโรงแรมอย่างเดียว ไม่ได้มีธุรกิจอื่น และเรารักพื้นที่ตรงนี้” หลังจบการศึกษาด้านการโรงแรมจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ กันทิมาเริ่มธุรกิจแรกกับครอบครัว บนที่ดินผืนสวยติดชายหาด ใกล้แหลมประการัง ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กหนึ่งของชายฝั่งอันดามันบริเวณจังหวัดพังงา ในชื่อ บูลวิลเลจ ประการัง รีสอร์ท
ทว่าดำเนินกิจการได้เพียง 6 ปี ในปี 2547 สึนามิกวาดทุกอย่างไป “เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่สามารถทำลายล้างทุกอย่าง ในเวลาไม่ถึง 15 นาที” เธอใช้เวลาหลังจากนั้น 3 ปี สร้างโรงแรมขึ้นใหม่ ในชื่อใหม่ อัปสรา บีชฟร้อนท์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า
“ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากต้องสร้างโรงแรมขึ้นใหม่ให้ได้ แต่พอมาทำ ISO ที่ต้องจัดการมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้คิดถึงเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม และเราได้เห็นว่าปัญหา เรื่องสิ่งแวดล้อมมีเยอะมาก ในขณะที่เราได้อาศัยธรรมชาติ มีธุรกิจเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว และพนักงาน แขกมีความสุข ก็คิดว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญต้องใส่ใจและมีความรับผิดชอบ”

การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในวันนั้นเป็นแต้มต่อในวันนี้ เมื่อปัญหาโลกร้อนเรียกร้องความ รับผิดชอบจากทุกภาคส่วน รวมถึงธุรกิจโรงแรมในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างก๊าซเรือนกระจก
“เขาหลักเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าโรงแรมเราไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม บริษัททัวร์ก็ไม่ส่งแขกให้ " รองกรรมการผู้จัดการกล่าวถึง มาตรการที่องค์กรในภาคพื้นยุโรปการนำมาใช้กับธุรกิจท่องเที่ยว
ทั้งนี้ข้อมูลจาก ททท.สำนักงานพังงา ระบุว่า นักท่องเที่ยวในจังหวัดพังงามาจากภูมิภาคยุโรป ถึงร้อยละ 69.5 หรือมากกว่า 1 ใน 3
“สำหรับมาตรฐานด้านส่ิงแวดล้อมในประเทศ อัปสราเป็น Green Hotel ระดับทอง ตั้งแต่ปี 2560 จนปัจจุบัน ซึ่งจะมีการทบทวนสถานะทุก 3 ปี โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้รับรองมาตรฐานนี้
"ต่อมาก็มี CF Hotel (Carbon Footprint Hotels) ของ ททท. ซึ่งเชื่อมไปจากส่วนของกรีนโฮเทล และตอนนี้ ททท. ผลักดันให้โรงแรมทำ GSTC (Global Sustainable Tourism Criteria) ซึ่งจะ เข้มงวดขึ้นไปอีก โดยทาง ททท จูงใจด้วย TAT star (STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating) ให้ดาวกับโรงแรม ซึ่งอัปสราก็เข้าร่วมโครงการทั้งหมด เพราะเราเห็นว่าการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ โรงแรมควรทำอยู่แล้ว”
“ส่วนมาตรฐานของต่างประเทศ เราได้การรับรองจาก Travel Life ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลรับรอง การจัดการด้านความยั่งยืนของธุรกิจที่พักและท่องเที่ยว ทั้งหมดเป็นเพราะปัญหา Climate Change จึงมีการบังคับให้ธุรกิจโรงแรมเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ โดยใช้มาตรการทางการตลาด แต่โดยส่วนตัวคิดว่า การทำโรงแรมโดยคิดถึงความยั่งยืนไม่ใช่การทำแค่เพื่อให้ได้ใบรับรอง แต่ไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องจริงใจ”
เริ่มต้นและกลับมา ที่ 5 ส
“พูดเรื่อง 5 ส ใครฟังก็หัวเราะ ว่ามันเก่า แต่ที่จริงมีประโยชน์มาก เพราะทำง่าย ทุกคนเข้าใจ แนวทางปฏิบัติ และเห็นผล เราเริ่มที่ 5ส แล้วพัฒนาต่อไปทำเรื่องขยะ จาก 3R เป็น 7R ซึ่งเมื่อทำแล้ว ทุกอย่างก็กลับไปที่ 5ส อีก คือ ได้สะสาง ทำให้เกิดความสะดวก ทำแล้วก็ดี คือโรงแรมสะอาด และทุกคนได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้าคิดเป็นเรื่องฮวงจุ้ย ที่ทำงานที่สะอาด อากาศดี ก็คือฮวงจุ้ยที่ดี สุดท้ายพอทำไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นนิสัย” ในเวลานี้ผู้บริหารอัปสรายังคงจัดให้มี การทำ 5ส ทุกปี ปีละ 2 ครั้ง
ทั้งนี้แนวคิด 5ส สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และ สร้างนิสัย มีต้นแบบมาจากประเทศญี่ปุ่น และแพร่หลายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา มีเป้าหมายแรกเพื่อปรับปรุงยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ ในโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับประเทศไทยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน นำแนวคิดไปใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ และผลผลิต
“เริ่มต้นจากเรื่องประหยัดพลังงาน ประหยัดน้ำ เช่น เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดประหยัดพลังงาน รณรงค์ให้แขกที่พักหลายวันลดการส่งซักผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน รวมถึงช่วยประหยัดน้ำและไฟฟ้า
โดยเราจะมีให้สะสมแต้ม เพื่อแลกของสมนาคุณ เราอยากทำให้แขกสนุกและเป็นการแสดงความขอบคุณ ในความร่วมมือ” กันทิมาเล่าถึงเส้นทางสู่โรงแรมสีเขียว ที่เริ่มต้นจากเรื่องที่ปฏิบัติได้ง่าย กระทั่งนำไปสู่เป้าหมายที่ท้าทาย
“จากนั้นก็มาทำเรื่องขยะ ภายใต้นโยบาย Zero Waste ลดขยะให้เป็นศูนย์ เพราะเรามองว่า ขยะเป็นต้นทางปัญหาสิ่งแวดล้อม”
ตัดวงจรก่อนขยะอุบัติ
พลาสติกใช้แล้วทิ้ง เช่น แก้วกาแฟ ถุงใส่อาหาร หลอดดูด ฯลฯ จำนวนมากถูกใช้ประโยชน์ในเวลาไม่เกิน 15 นาที แต่ต้องใช้เวลาถึง 450 ปี ในการย่อยสลาย
“การจัดการขยะ เราเริ่มต้นจากการพยายามลดขยะให้มากที่สุด โดยเฉพาะขยะพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ เช่น น้ำดื่มในห้องพักแขกที่เคยเป็นขวดพลาสติดเปลี่ยนมาเป็นขวดแก้ว ซึ่งตอนที่เปลี่ยนก็ต้อง ตกลงกับพนักงานว่าเอาด้วยไหม เพราะเขาต้องแบกขวดแก้วขึ้นลงตึก ห้องละสองขวด เป็นร้อยห้อง ยังมีเรื่องขวดแตกอีก ซึ่งเราคุยให้เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร พบว่าไม่มีปัญหา พนักงานเขาเข้าใจ”
“ของใช้ในโรงแรม เช่น สบู่ ยาสระผม ก็จะใช้แบบเติม เรื่องลดขยะการจัดซื้อสำคัญมาก เราจะไม่ซื้อพวกเป็นหีบห่อเล็กๆ และเวลาที่เจ้าของสินค้านำของมาส่ง หีบห่อที่ใส่มาเราไม่รับไว้ ให้เขาช่วยนำกลับไป และในส่วนของซัฟพลายเออร์ที่จัดหาสินค้า ก็จะมีการประชุมกันถึงนโยบายของโรงแรม และถ้าผลิตภัณฑ์ของเขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เราจะค้าขายกับเขามากเป็นพิเศษ”
“ในส่วนบริการลูกค้าก็พยายามลดการใช้พลาสติก อย่างเรื่องน้ำทางโรงแรมมีตู้ให้กดน้ำ ลูกค้าสามารถนำภาชนะมากดไปได้ ไม่ต้องซื้อน้ำบรรจุขวด ถ้าซื้อเครื่องดื่มไปทานนอกคาเฟ่ ก็จะมีส่วนลดเมื่อนำแก้วมาเอง ซึ่งแก้วน้ำจะมีขายที่ช็อปของโรงแรม หรือเรื่องหลอด เรามีหลอดกระดาษให้บริการ ในกรณีที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ลูกค้าให้ความร่วมมืออย่างดี” ไม่เพียงช่วยลดขยะ ในอีกด้านหนึ่งเป็นการสร้างแนวร่วมช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
นอกจากลดการใช้ การให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม มีส่วนช่วยสำคัญในการลดปริมาณขยะ “ลุงชาญจะทำหน้าที่ดูแลข้าวของที่เคลื่อนย้ายได้ทั้งหมดของห้องอาหารทั้ง 3 ห้องของโรงแรม ลุงชาญจะแจ้งซ่อมบ่อยมาก การแจ้งซ่อมเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยืดอายุข้าวของ ตรงจุดนี้ถ้าไม่ใส่ใจ ก็ต้องซื้อของใหม่ตลอดเวลา และเมื่อลุงดูแลข้าวของ พนักงานใหม่ที่เข้ามาก็จะทำตาม ใช้ข้าวของอย่างระมัดระวัง” ผู้บริหารโรงแรมเล่าถึง อภิชาญ ฤทธิกรรณ์ F&B Equipment Control Manager ที่เป็นหนึ่งในกรีนทีม ผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการคัดแยกขยะ
ภายใต้หลักการซ่อมแซม เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ของโรงแรมจะไม่ใช้การซื้อใหม่ แต่จะคอยซ่อมแซม และดูแลให้เหมือนใหม่ “ เพราะถ้าเราทิ้ง ของพวกนี้ก็จะกลายเป็นขยะ”
การ Reduce (ลดการใช้) Refill (การเติม) Return (คืนบรรจุภัณฑ์ให้ผู้ผลิต) Repair / Repurpose: ซ่อมแซมสิ่งของให้ใช้งานได้ต่อ หรือดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่ เป็น 4R ที่ช่วยลดขยะจากต้นทาง
ถังขยะ 45 ถัง
“ขยะยิ่งเราแยกละเอียดยิ่งได้ราคา ที่ญี่ปุ่นเขาแยกได้ถึง 45 ประเภท” กันทิมา เล่าถึงเป้าหมาย ท้าทายที่เธออยากไปให้ถึงบ้าง “คือมันสนุกนะ อย่างพอถึงหน้าโลว์ซีซัน แขกน้อย พนักงานมีเวลาว่าง พวกช่างก็จะมานั่งแกะสายไฟ อุปกรณ์เสียๆ แยกองค์ประกอบต่างๆ ออกเป็นประเภทๆ พลาสติก ทองแดง ฯลฯ อย่างที่เห็นโจรขโมยสายไฟยังทำได้ ทำไมเราจะไม่ทำบ้าง"

ในเวลานี้ขยะหลากประเภทได้รับการจำแนก เพื่อจัดส่งให้กับผู้รับซื้อที่ต่างกัน “อย่างพลาสติกยืด บริษัทไปรษณีย์ไทยเขารับซื้อ” ขยะพลาสติกที่ทำความสะอาดเรียบร้อย ได้รับการจำแนกเป็นชนิดๆ อาทิ พลาสติกยืด พลาสติก pp ฯลฯ ตามความต้องการของผู้ซื้อ เช่นเดียวกับขยะอื่นๆ เช่น แก้ว โลหะ กระดาษ ฯลฯ ซึ่งผู้รับซื้อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสิ่งของใหม่ (Recycle)
การแยกขยะจึงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และใช้เวลาไม่น้อยเพื่อให้พนักงานในโรงแรมสามารถ ปฏิบัติได้จริง “เรามีการไปดูงานปีละ 2 ครั้ง เพื่อนำวิธีการใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ มาใช้ และมีการตรวจถังขยะทุกวัน ว่ามีการทิ้งผิดประเภทหรือไม่ เช่น ในขยะเศษอาหารมีทิชชูไหม”
ที่เมืองคามิคัตสึ ชาวเมืองเริ่มจากแยกขยะเป็น 9 ประเภทใน ปี 2540 จากนั้นเพิ่ม เป็น 22 ประเภท แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 35 ประเภท จนถึง 45 ประเภท ในปัจจุบัน
เมื่ออาหารกลายเป็นขยะ และขยะกลับมาเป็นอาหาร
“เราจะมีป้ายไว้หน้าห้องอาหาร เพื่อจะบอกว่ามื้อที่ผ่านมามีอาหารเหลือทิ้งจำนวนเท่าไร และอาหารนั้นสามารถใช้เลี้ยงคนได้กี่คน ที่ห้องอาหารของพนักงานเราก็มีป้ายแบบนี้เหมือนกัน ที่ผ่านมาลูกค้าเขาก็สนใจ มายืนอ่าน ตรงโต๊ะบุฟเฟต์เราก็มีป้ายว่าเรายินดีให้บริการ แต่ขอให้เขาตักอาหารแค่พอรับประทานหมด” รองกรรมการผู้จัดการของอัปสราฯ ให้รายละเอียดการจัดการขยะอาหาร ของโรงแรมที่มีอยู่ถึง 3 ห้องอาหาร และรองรับลูกค้าสูงสุดถึง 600 คน ทั้งนี้ไม่รวมห้องอาหารของพนักงาน
Food Waste Index Report 2021 รายงานว่า ทั่วโลกมีปริมาณขยะอาหารกว่า 931 ล้านตัน คิดเป็น จำนวนบรรทุกในรถบรรทุกได้ 23 ล้าน คัน ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยการสร้างขยะอาหารของคนทั่วโลก เท่ากับ 74 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี
ส่วนสถิติของไทย จากรายงานสถานการณ์มลพิษ ปี 2565 พบว่าคนไทยสร้างขยะอาหารถึง 9.68 ล้านตันต่อปี คิดเป็น 38 % ของขยะทั้งหมด 26 ล้านตัน โดย 1 คน ผลิตขยะอาหาร 146 กิโลกรัมต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ถึง 2 เท่า
ยิ่งไปกว่านั้น ราว 1 ใน 3 ของขยะอาหารทั้งหมด หรือ ร้อยละ 39 เป็นขยะอาหารที่รับประทานได้ ในขณะที่มีผู้คนจำนวนมากในโลกเสียชีวิตเพราะขาดอาหาร
แม้ขยะอาหารจะย่อยสลายได้แต่ก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก ทั้งยังส่งผลกระทบด้านสุขอนามัยและกลิ่น ทั้งหมดยังไม่นับความสูญเปล่าของทรัพยากร

“ขยะเศษอาหารจะได้รับการแยกเป็นชนิดๆ เพื่อนำไปจัดการ อย่างน้ำมันใช้แล้ว รวบรวมส่งให้กับ บริษัทที่รับซื้อน้ำมันใช้แล้ว ขยะเปลือกไข่แยกมาทำปุ๋ย เปลือกผลไม้มาทำน้ำหมัก ทั้งหมดนำไปใช้ใน สวนครัวของโรงแรม ผักที่ได้เป็นผักปลอดสารเพราะใช้น้ำหมักเป็นปุ๋ยและฆ่าแมลง”
“ขยะอาหารบางชนิดเช่น ขนมปัง เราใช้เลี้ยงไก่ ที่มีอยู่ประมาณ 50 ตัว เป็นไก่ไข่ เลี้ยงแบบปล่อย มีเพลงให้ฟังจะได้อารมณ์ดี ทั้งผักและไข่นำมาใช้ในห้องอาหารของโรงแรม และใช้เลี้ยงพนักงาน ที่นี่เรามี กฎเหล็กห้ามสั่งซื้อมะละกอดิบ เพราะมีต้นมะละกอเยอะมาก” เพ็ญศรี ริยาพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เล่าวิธีการจัดการขยะอาหาร “ผลผลิตจากสวนเราจะบันทึกไว้ เช่นเดียวกับปริมาณขยะอาหาร”

“เนื่องจากที่นี่เป็นโรงแรม และส่วนนี้เราเปิดให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมได้ ขยะอาหารที่เรานำมาหมัก จึงต้องเป็นขยะที่ไม่มีกลิ่นแรง ขยะส่วนที่นำมาหมักไม่ได้จะนำส่งให้เทศบาล”
เมื่อแยกขยะรีไซเคลและขยะเศษอาหารที่นำไปจัดการต่อได้หมดแล้ว คงเหลือขยะส่งให้เทศบาลน้อยมาก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะไปให้ถึง Zero Waste ของโรงแรม
ขยะในมุมมองใหม่
“สิ่งสำคัญคือทัศนคติต่อขยะ ตอนไปดูงานที่วงศ์พาณิชเขารับซื้อขยะ และให้ความรู้กับเรา ประทับใจที่ทัศนคติต่อขยะของเขาดีมาก” กันทิมาเล่าความสำคัญของมุมมองต่อขยะ ทั้งนี้เพราะการจัดการขยะเป็นศูนย์ให้สำเร็จได้ อยู่ที่การมองว่า สิ่งนั้นเป็นขยะหรือทรัพยากร
ในแต่ละปี ประเทศไทยมีขยะเกิดขึ้นประมาณ 26 ล้านตัน ภายใต้กรอบการจัดการขยะของภาครัฐโดยรวม ที่ยังมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องนำไปกำจัด ส่งผลให้ขยะจำนวนมากถูกจัดการด้วยวิธีที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการฝังกลบ เผาทิ้ง หรือ วางกองทิ้งไว้ สูญเสียทรัพยากรและโอกาสที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละปีรัฐต้องใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนในการจัดเก็บและกำจัดขยะถึง 20,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่การหาพื้นที่กำจัดขยะยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแหล่งกำจัดขยะ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านคุณภาพดิน น้ำ อากาศ และสุขภาพ
“รัฐเราคิดแต่เรื่องเผาขยะ แต่ไม่เคยสอนให้คนแยกขยะ เผาดีกับใคร สุขภาพก็ไม่ดี งบประมาณ ก็เสีย พยายามบอกทั้งเทศบาลและจังหวัดว่าต้องจัดการขยะ โดยให้ความรู้คนเรื่องการแยกขยะ”
การแยกขยะเป็นการจัดการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) เน้นการนำของเสียกลับ มาเป็นทรัพยากร ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก

“ตั้งแต่แยกขยะ เราขายได้เงินมากขึ้นทุกปี จากปีละไม่เท่าไรจนมาถึงทุกวันนี้มาถึงหลักแสน เฉพาะน้ำมันใช้แล้วก็ขายได้ถึงเดือนละไม่น้อยกว่าหมื่นบาท” ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รายได้จาก การขายน้ำมันใช้แล้วของอัปสราสูงถึง 16,000 บาทเศษ เพราะเป็นหน้าไฮซีซัน
นี่เป็นรายได้จากแค่เพียงหนึ่งโรงแรม “ถ้ามีโอกาสบอกออกไป ก็อยากจะชวนให้มาแยกขยะ เพราะมีข้อดีมาก และไม่ยากถ้าตั้งใจจริง”
กรีนทีม
“เงินรายได้จากการขายขยะ จะนำกลับมาเป็นสวัสดิการให้พนักงาน เขาก็เห็นว่าการแยกขยะ ไม่ได้สูญเปล่า ได้เงินมาจัดงานเลี้ยงพนักงานใหญ่กว่าเดิม สนุกกว่าเดิม เอาไปจัดทริปพนักงาน อย่างปีนี้เขาวางแผนว่า จะไปเที่ยวอยุธยากัน ส่วนนี้ทำให้เขามีความสุขกับการแยกขยะ” ผู้บริหารอัปสรา เล่าถึงที่มาของความสำเร็จ
“อีกอย่าง ในการรับพนักงานใหม่เราจะแจ้งล่วงหน้าว่าที่นี่เป็นกรีนโฮเทลนะ เข้ามาทำงาน เขาต้องปฏิบัติอย่างไร ส่วนจะเข้าร่วมกรีนทีมหรือไม่ขึ้นกับความสมัครใจ ซึ่งไม่ได้มีค่าตอบแทนพิเศษ แต่เวลาประเมินผลงานประจำปี ก็จะได้คะแนนบวกในด้านจิตอาสา”
“กรีนทีมไม่เพียงดูแลการจัดการขยะ แต่จะมีการประชุมกัน นำไอเดียใหม่ๆ ในการจัดการขยะ และดูแลสิ่งแวดล้อมมาแลกเปลี่ยนกัน หลายๆ เรื่อง เช่น เครือข่ายรับซื้อขยะ ก็มาจากข้อเสนอของทีม”

ทั้งหมดนำไปสู่ข้อสรุปว่า “หัวใจของความสำเร็จ ในการทำกรีนโฮเทล คือพนักงานต้องเห็นประโยชน์ เห็นข้อดีของการทำ อันนี้คือหลัก เพราะเราทำคนเดียวไม่ได้ แค่มีนโยบายไม่พอ ต้องสร้างความเข้าใจ ทำให้เขาเห็นเป้าหมายเดียวกันกับเรา ”
“เป็นทั้งภาคบังคับคือกำหนดเป็นนโยบายของโรงแรม และสมัครใจ คือเขาเข้าใจและเห็นพ้อง กับเป้าหมายด้วย สองอย่างผสมผสานกันไป ที่สำคัญต้องต่อเนื่อง เพราะเมื่อทำไปเรื่อยๆ เวลานี้ทุกคนในแต่ละแผนกรู้แล้วว่า เขาต้องจัดการขยะอย่างไร เป็นไปโดยอัตโนมัติ ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไป ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหรืองานเพิ่ม”
“ตอนแรกๆ ผมก็ไม่ชิน มาถึงตอนนี้เวลาออกไปข้างนอก ก็จะหาว่าเขามีที่แยกขยะไหม อย่างไปโรงพยาบาลผมก็เดินหาถังแยกขยะ ถ้าที่ไหนมีถังแยก ถึงเดินไกลก็ไป ที่บ้านผมก็แยกขยะ แยกแล้วก็เอามาวางข้างๆ ถังของเทศบาล เผื่อมีคนต้องการเอาไปขายต่อ” อภิชาญ หนึ่งในกรีนทีม ยืนยันผล
ทั้งนี้นอกจากในส่วนของคน การวางระบบการจัดการขยะมีความสำคัญเช่นกัน สถานที่แยกขยะของ อัปสรา สะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ และมีคำอธิบายให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจระบบการจัดการขยะ
ทั้งหมดมีการจดบันทึก ทำให้สามารถวัดผลได้ และระบบกรีนทีมที่สร้างทีมเวิร์กในการทำงานด้วยการสร้างค่านิยมร่วม ผ่านคำขวัญประจำทีมที่ว่า ‘ทำให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก’ “คือทำอะไร ก็ทำให้ถูก ทำให้ดี ตั้งแต่ครั้งแรก จะได้ไม่ต้องทำซ้ำ” เพ็ญศรี ขยายความ
รับมือภัยพิบัติ
นอกจากการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ โรงแรมต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น
“การเกัดเซาะเยอะมาก 2 ปีมาแล้ว ปีนี้ขึ้นปีที่ 3 ปกติหน้ามรสุมจะพัดเอาทรายออกไป หลังจาก หมดหน้ามรสุมทรายก็ถูกพัดกลับเข้ามา แต่ช่วงหลังนี้ทรายที่กลับมาไม่เท่าที่ถูกพัดออกไป น้อยลงมาก” เพ็ญศรี เล่าขณะพาเดินดูชายหาดบริเวณด้านหน้าโรงแรม ซึ่งตรงกับข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่รายงานว่าชายหาดถูกกัดเซาะเพิ่มมากขึ้น จากสภาพอากาศที่แปรปรวนและพายุที่รุนแรงขึ้น
“หาดเป็นพื้นที่สาธารณะ เราทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหาดหายไปก็กระทบกับเรา เพราะนักท่องเที่ยว ต้องการชายหาด ถ้าเขาหลัก พังงา ไม่มีหาด นักท่องเที่ยวก็ไม่มา เขาไปเวียดนามดีกว่า ซึ่งผลกระทบ พวกนี้ ขึ้นกับภาครัฐว่าจะจัดการอย่างไร ซึ่งต้องศึกษาหาวธีที่เหมาะสม เพราะจะทำเขื่อนคงไม่ได้ เราเห็นผลที่หัวหินแล้วว่ามีปัญหาอย่างไร ทุกวันนี้ในส่วนของโรงแรมทำได้แค่กวาดหาด” รองกรรมการผู้จัดการ สะท้อน ปัญหา
ในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมรวมตัวกันก่อตั้ง สมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา หวังมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา เพื่อยกระดับพังงาขึ้นเป็นเป้าหมาย การท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานตามเป้าหมายของสมาคมโรงแรมฯ คือ การรับมือกับภาวะวิกฤตและความปลอดภัย ในมุมของ กันทิมา ซึ่งดำรงดำรงเป็นกรรมการสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา เห็นถึงข้อจำกัดในการรับมือภัยพิบัติของภาครัฐ “ในโรงแรมเรามีการเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติ มีทีมรับมือเหตุฉุกเฉิน ทั้งสึนามิ สตรอมเซิร์จ (คลื่นพายุซัดฝั่งขนาดใหญ่) แผ่นดินไหว สารเคมีรั่วไหล ขาดแคลนพลังงาน ฯลฯ ซึ่งทุกโรงแรมเตรียมส่วนภายในโรงแรมของตัวเองได้ แต่สำคัญคือต้องไป เชื่อมต่อกับภาครัฐ เพราะไม่อย่างนั้น เมื่อเกิดภัยพิบัติอพยพออกจากโรงแรมแล้ว ยังไงต่อ”
นี่คือข้อกังวลต่อการรับมือภัยพิบัติ ที่ดูเหมือนว่าภาครัฐ ยังให้ความสำคัญน้อยเกินไป “เหมือนรอแก้ปัญหา มากกว่าป้องกันปัญหา”
เมื่อรัฐก้าวสั้น
ปี 2568 ที่ผ่านมา กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานรายได้จากภาคธุรกิจการท่องเที่ยว รวม 2.7 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากต่างประเทศ ราว 1.5 ล้านล้านบาท
พังงาครองอันดับ 7 ของประเทศ ที่ 56,620.11 ล้านบาท แหล่งรายได้มหาศาลนี้พึ่งพิงทรัพยากร ธรรมชาติ ที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ปัญหาจากโลกร้อน ทำให้ประการังในพื้นที่จังหวัดพังงาซึ่งเป็นแหล่งประการังใหญ่ที่สุด ของประเทศ ฟอกขาวตายไปเยอะมาก เราก็รอว่า จะมีหน่วยงานไหนมารับผิดชอบ เข้าไปดูแลศึกษา แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ยังมีผลกระทบเรื่องระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ชายฝั่งถูกกัดเซาะ จนบางพื้นที่ชายหาด เปลี่ยนรูปแบบไป” เลิศศักดิ์ ปนกลิ่น นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดพังงา แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ ที่ส่งผลกระทบ ต่อเป้าหมายการท่องเที่ยว

ในขณะที่ภาคธุรกิจตื่นตัวต่อกระแสการท่องเที่ยวที่มุ่งสู่ความรับผิดชอบและความยั่งยืน เพื่อลดการ สร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน เลิศศักดิ์ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจ ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับภาครัฐ เห็นว่า แม้องค์กรรัฐส่วนกลางทุกหน่วยงานประกาศส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และในระดับพื้นที่ กำหนดให้พังงาเป็นเมืองท่องเที่ยวแบบยั่งยืน แต่ยังมีข้อจำกัดอีกมากที่จะไปถึงเป้าหมาย
“การรับนโยบายจากส่วนกลางมาปรับใช้ในพื้นที่ ในบางเรื่องอาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน เพราะมี หลายมิติ อย่างเรื่องการตลาดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งการรับรองคุณภาพหรือมาตรฐานของโรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยว มีความสำคัญ แต่หน่วยงานในจังหวัดบางส่วนยังไม่เข้าใจชัดเจน
“ปัญหาของพังงา คือเป็นเมืองที่โตไม่ทันนักท่องเที่ยวที่เข้ามา อย่างเช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ยังไม่สะดวกสบาย นักท่องเที่ยวต้องอาศัยการซื้อทัวร์หรือเช่ารถ ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูง และในขณะที่เราขายจุดเด่นเรื่องธรรมชาติที่สวยงาม แต่การจัดการสิ่งแวดล้อมเช่น ขยะ น้ำเสียยังไม่ดี เร็วๆ นี้มีขยะลอยเต็มอ่าวพังงา ภาคธุรกิจอย่างโรงแรมก็ทำเต็มที่ แต่ต่อให้โรงแรมทำดีขนาดไหน ถ้าออกมาพ้นประตูโรงแรมแล้ว ไม่เป็นไปตามที่เราประชาสัมพันธ์ไว้ สุดท้ายจุดขายกลายเป็นจุดอ่อน”

ปัญหาหลักของภาครัฐในทัศนะของตัวแทนกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวคือ หน่วยงานมีหลากหลายและทับซ้อนกัน แต่เมื่อจะจัดการปัญาหากลับไม่ผู้รับผิดชอบหลัก ทำให้ขาดประสิทธิภาพ
“ระบบราชการขั้นตอนเยอะ กว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนเสร็จ ปัญหาก็เปลี่ยนไปแล้ว อย่างเรื่องขยะอาหารของโรงแรม เป็นมูลค่าที่คนมองไม่เห็น และห้าสิบเปอร์เซ็นของขยะที่นี่ เป็นขยะอาหาร ทางสมาคมฯ เคยเสนอให้จัดการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ย ทำหน้าที่รวบรวมขยะอาหารมาทำปุ๋ยชีวภาพ และนำไปขายให้เกษตรกรในราคาถูก เราผลักดันมานาน แต่ก็ไม่มีเจ้าภาพที่จะทำ
"เรื่องการจัดการ ขยะชายหาด ก็ต้องรอจิตอาสา อบต.หรือองค์กรท้องถิ่นไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ เพราะพื้นที่ชายหาดแต่ละจุดมีหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ต่างกัน ทั้งทหาร อุทยาน กรมทรัพยากรชายฝั่ง แต่ส่วนหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ไม่มีงบประมาณจัดการขยะ กลายเป็นว่าคนทำได้ไม่มีงบ ส่วนคนมีงบทำไม่ได้”
แม้ทางสมาคมฯ จะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กร และหน่วยงานต่างๆ แต่พบว่า มีปัญหาเนื่องจากข้าราชการโยกย้ายบ่อย ต้องเริ่มต้นประสานงานใหม่ตลอดเวลา
“จังหวัดจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์หลักที่ทุกภาคส่วนสามารถเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกัน หรือหากมียุทธศษสตร์หลักแล้วก็ต้องนำมาใช้ เพื่อที่ไม่ว่าใครมาดำรงตำแหน่งก็สามารถสานงานต่อตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย”
สุดท้ายรายได้จากการท่องเที่ยวไม่สะท้อนระดับการพัฒนาของเมืองท่องเที่ยว
แต่ละปีทั่วโลก มีผู้คนราว 2,000 ล้านคน ออกเดินทางท่องเที่ยว ในอีกด้านจำนวนคนที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ในพื้นที่ยอดนิยม ส่งผลกระทบต่อพื้นที่อย่างยากจะหลีกเลี่ยง ทั้งการใช้ทรัพยากรล้นเกินและสร้างผล กระทบต่อสิงแวดล้อม
พังงามีประชากรราว 2.7 แสนคน แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึงปีละ 4.3 ล้านคน สร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านต่อปี แต่การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างช้าๆ ในขณะที่ผลกระทบจากการท่องเที่ยวปรากฎชัดเจน ทั้งปัญหาขยะล้นเกิน และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ท่องเที่ยว
“รายได้จากการท่องเที่ยว ควรได้รับการจัดสรรมาเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง รายได้จากการเก็บค่าเข้าชมอุทยาน ตามกฎหมายสามารถจัดสรรให้พื้นที่ได้ถึง 10% แต่ที่ผ่านมาจัดสรร มาเพียง 5% งบประมาณส่วนนี้มีความจำเป็นที่ต้องนำซ่อมแซมดูแลส่วนที่เสียหายจากการท่องเที่ยว” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ท่องเที่ยว
"เราทำงานกับการท่องเที่ยวก็พยายามจะปกป้องแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ถ้าเราไม่ปกป้อง คนที่มาท่องเที่ยวก็หายไป เราต้องมองออกไปข้างนอกด้วย ตอนนี้ไทยไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งของเอเชีย เวียดนามและอินโดนีเซีย กำลังเป็นคู่แข่งสำคัญในด้านการท่องเที่ยว” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพังงา สรุปทิ้งท้าย
สองด้านของเหรียญ
“ในฐานะเราเป็นภาคเอกชน เป็นสมาคมโรงแรมฯ คิดว่า อะไรที่เราทำได้ เราลงมือทำก่อน อย่าไปรอภาครัฐ ในส่วนของโรงแรม สมาคมฯ ก็ชักชวนให้ทำกรีนโฮเทล ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทำง่ายที่สุด ในเมื่อทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของพังงากำหนดไว้แล้วว่า เป็นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เพราะฉะนั้นหนีไม่พ้นที่โรงแรมต้องปรับตัวในทิศทางนี้” รองกรรมการ ผู้จัดการ โรงแรมอัปสราฯ ในฐานะกรรมการสมาคมโรงแรงพังงา ให้ความเห็นต่อประเด็นความเสี่ยงของธุรกิจโรงแรม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวทางรับมือ

“อาจเป็นเพราะเราโดนสึนามิ เวลาที่ผ่านมาเรามองย้อนกลับไปเห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่กวาดทุกอย่างไปในเวลาไม่ถึง 15 นาที เราเห็นว่าธรรมชาติทำร้ายเรา แต่ก็ดูแลเราด้วย ธุรกิจของเรา อาศัยธรรมชาติ เราจะตักตวงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูแลด้วย แขกกลับมาเพราะเขาอยากเห็นธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเรา”
‘เสี่ยง’ หรือจะ ‘คูล’ อยู่บนเหรียญสองด้าน เมื่อการไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้นของโลก ยืนยันถึงความจำเป็นของการลงมือปฏิบัติ เพื่อสร้างความยั่งยืน
----------------------------------------------------------------------------------------
ที่มาข้อมูล
สัมภาษณ์

กันทิมา แสงหลี รองกรรมการผู้จัดการ โรงแรมอัปสรา บีชฟร้อนท์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า, กรรมการสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา
เพ็ญศรี ริยาพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ โรงแรมอัปสรา บีชฟร้อนท์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า
เลิศศักดิ์ ปนกลิ่น นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ศราวุธ มะหะหมาด ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกแม่บ้าน โรงแรมอัปสรา บีชฟร้อนท์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า
อภิชาญ ฤทธิกรรณ์ F&B Equipment Control Managerโรงแรมอัปสรา บีฟร้อนท์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า
ข้อมูลอื่นๆ
กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ อิสรีย์ ชวนะพาณิชย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวไทย https://www.pier.or.th/abridged/2023/24/
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมลดโลกร้อนร่วมขับเคลื่อนเป้าหมาย การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 2030 https://www.dcce.go.th/8927/
เกตุวดี Marumura Kamikatsu Model https://readthecloud.co/kamikatsu-zero-waste/
พิมพ์นารา อินต๊ะประเสริฐ ทำความเข้าใจ Loss & Damage และผลกระทบที่คนไทยต้องเผชิญ เมื่อ Climate change รุนแรงขึ้น
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ลดโลกร้อนจากจานอาหาร https://www.tei.or.th/th/article_detail.php?bid=157
จากขยะสู่โอกาส สนทนากับ ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี
ที่มาของ 5 ส
เทรนด์ ‘คูลเคชั่น’ ทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย? https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1195963
ผู้ประกอบการ รวมพลังจัดตั้ง “สมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา” มุ่งพัฒนาท่องเที่ยว ควบคู่ชุมชน สู่ความยั่งยืน
TERRA BKK TOP 10 จังหวัดรายได้ท่องเที่ยวสูงสุดของไทย 2568
CARBON NEUTRAL TOURISM เที่ยวแบบลดไร้คาร์บอนเพื่อโลกไม่ร้อนกว่านี้



Comments