หาดใหญ่ในความเปลี่ยนแปลง
- supita reongjit
- Dec 3, 2025
- 1 min read
เมื่อราวหนึ่งร้อยปีก่อน เมืองหาดใหญ่ตั้งขึ้นบน ‘ฮวงจุ้ย’ ที่สมบูรณ์แบบ มีเขาคอหงส์ด้านหลังและมีคลองตะเภาอยู่ด้านหน้า เป็นทำเลทองตามความเชื่อของชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเมืองหาดใหญ่
"...เขาคอหงส์เปรียบเสมือนมังกร ขณะที่อีกฝั่งเป็นคลองอู่ตะเภา ถือเป็นลักษณะที่ดี เหมือนมังกรเขียว ที่นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์..." (1)
หาดใหญ่รุ่งเรืองในเวลารวดเร็ว ดังภาพของ โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน (Robert Larimore Pendleton) นักวิทยาศาสตร์ทางดินและการเกษตร ซึ่งเดินทางเข้ามาทำวิจัยเกี่ยวกับการเกษตรในประเทศไทย รวมทั้งที่สถานีการยาง ในหาดใหญ่ เมื่อ 73 ปีก่อน เขาบรรยายภาพไว้ว่า "ตึกแถวสามชั้นเป็นโรงแรมที่ดีที่สุด ในเขตเมืองที่กำลังเฟื่องฟูของหาดใหญ่ ส่วนร้านข้างๆ โฆษณาขายทองและนาฬิกา"

แต่ในวันนี้ที่หาดใหญ่เติบโตจนเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับสามของประเทศ และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค การขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ชัยภูมิแห่งนี้กลายเป็นกับดักน้ำ
ความเป็นมาของหาดใหญ่
เดิมหาดใหญ่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมคลองอู่ตะเภา เล่ากันว่าบุกเบิกโดยทวดทอง ผู้เป็นนายโรงมโนห์รา
ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดกบฎไทรบุรี (ในเวลานั้นเป็นเมืองขึ้นของสยาม ปัจจุบันคือรัฐเคดาห์ของมาเลเซีย) หาดใหญ่เป็นจุดพักทัพรวมพลจากเมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ก่อนยกไปตีไทรบุรี
หลังชนะศึกไทรบุรี เมืองสงขลากลายเป็นเมืองสำคัญทางตอนใต้ คอยควบคุมดูแลหัวเมืองลายู และคนบางส่วนที่เดินทางาทำศึก ลงหลักปักฐานที่หาดใหญ่ ด้วยเป็นชัยภูมิทางการค้าที่ดี
อยู่ริมคลองตะเภา ที่เป็นคลองใหญ่ทางทิศเหนือเชื่อมไปออกทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย ส่วนทิศใต้มีเส้นทางน้ำต่อไปเมืองปะริดและไทรบุรี บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน เรียกได้ว่าหาดใหญ่อยู่บนเส้นทางการค้าข้ามคาบสุทร
แต่จุดเริ่มต้นของความเป็นเมือง ชัดเจนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเส้นทางรถไฟสายใต้ ลงมาถึงหาดใหญ่ (เดิมเป็นสถานีอู่ตะเภา แต่เนื่องจากเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง ต่อมาจึงย้ายไปที่สถานีโคกเสม็ดชุน ซึ่งเป็นพื้นที่สูงกว่า และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีชุมทางหาดใหญ่)

คนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาเป็นกรรมกรทำทางรถไฟ ทำสวนยางพารา ทำเหมืองแร่ดีบุก และทำการค้า โดยมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาวจีนในมาเลเซีย
มีการตัดถนนสายหลักและจัดสรรที่ดินบริเวณทิศตะวันออกของสถานีรถไฟ สร้างร้านค้า โรงแรม และบ้านพักให้เช่า โดยวางผังเมืองตามแบบเมืองอีโปห์ในมาเลเซีย
หาดใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคม และธุรกิจนำเข้าและส่งออก โดยมีแร่ดีบุกและยางพาราเป็นสินค้าสำคัญ
หาดใหญ๋ได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอเหนือ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นอำเภอหาดใหญ่ ในปี พ.ศ.2460
หลังสงครามโลก ราคาดีบุกและยางพาราขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดึงดูดผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ทั้งในและนอกประเทศให้เข้ามาแสวงหาโอกาสที่หาดใหญ่
หาดใหญ่เติบโตต่อเนื่อง และขึ้นสูงจุดสูงสุดในทศวรรษ 2500 จากการตัดถนนเพชรเกษม เชื่อมหาดใหญ่เข้ากับกรุงเทพและพื้นที่รอบๆ และหาดใหญ่ก้าวสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมและธุรกิจ โดยสมบูรณ์เมื่อมีสนามบินหาดใหญ่ในทศวรรษถัดมา
หาดใหญ่พัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมและบริการในระดับภูมิภาค มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก ในจังหวัดสงขลา พร้อมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมรอบๆ เขตเมืองหาดใหญ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าสำคัญของภาคใต้ หาดใหญ่ก็ไม่ใช่จังหวัด แต่เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสงขลา โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองสงขลา ประมาณ 30 กิโลเมตร
พร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ หาดใหญ่เผชิญกับปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อมที่โตตามเป็นเงา ทั้งปัญหาเมืองที่โตอยางไร้แบบแผน สร้างปัญหาทั้งทางกายภาพและมลภาวะ มีแหล่งอบายมุขและธุรกิจสีเทา คนในท้องถิ่นเผชิญกับทุนต่างถิ่นและต่างชาติ เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร
หาดใหญ่กับน้ำท่วม
บริเวณตัวเมืองหาดใหญ่เป็นที่ลุ่ม ล้อมด้วยภูเขา พื้นที่เทลาดไปทางทะเลสาบสงขลา ซึ่งอยู่ทางทศเหนือ มีคลองใหญ่สองสายไหลผ่าน คือคลองเตยและคลองอู่ตะเภา โดยคลองเตยจะมาาบรรจบกับคลองอู่ตะเภา ก่อนที่ไหลออกทะเลสาบสงขลา
คลองอู่ตะเภาซึ่งเป็นลำน้ำใหญ่สายหลัก มีต้นน้ำที่อำเภอสะเดา ส่วนหาดใหญ่อยู่ตรงปลายน้ำ มีสภาพเป็นแอ่งกระทะ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะไหลบ่าเข้าท่วม บริเวณที่ลุ่มรอบๆ แต่เป็นการท่วมในระยะสั้น ไม่แช่ขัง และชาวหาดใหญ่ในอดีตคุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับน้ำ ปลูกบ้านใต้ถุนสูง
ที่ผ่านมาหาดใหญ่จะเกิดน้ำทวมใหญ่ในประมาณทุก 10-12 ปี (ปี พ.ศ.2543 ,2555 และล่าสุดในปีนี้ 2568)
ผลกระทบจากน้ำท่วมทวีความรุนแรงขึ้นตามการขยายตัวของเมืองที่เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีหลัง
คลองอู่ตะเภาและคลองเตยเสื่อมโทรม ตื้นเขิน พื้นที่สองฟากถนนกาญจนวนิชย์และถนนลพบุรีราเศวร์ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ถูกถมสร้างอาคารบ้านเรือน
การสร้างท่าเรือน้ำลึกปิดกั้นทางน้ำ ส่งผลให้ทะเลสอบสงขลาตื้นเขินขึ้น จากการสะสมของตะกอน
เพื่อแก้ปัญหาน้ำหลากท่วมเมือง มีการขุดคลอง ร.1 เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมือง ออกสู่ทะเลสาบสงขลา
ในปีนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้มีปริมาณฝนตกหนักทางตะวันออก คือพื้นที่เขาคอหงส์ น้ำไหลเข้าสู่ตัวเมือง รวมกับปริมาณฝนที่ตกลงมาในตัวเมือง และซ้ำเติมด้วยน้ำหลากจากสะเดาที่เข้ามาทางทิศตะวันตก ทำให้สถานการณ์วิกฤตหนัก
อนาคตหาดใหญ่ในมือใคร
"..แต่ตอนนี้ เขาคอหงส์มีการขุดหน้าดนทำลายป่า ความเป็นสีเขียวที่หมายถึงความอุดมสมบูรณืเร่มหายไป บริเวณเขาคอหงส์ไทางตำบลไปทางตำบลน้ำน้อยเป็นตำแหน่งหัวมังกรถูกทำลาย..เขาคอหงส์ถูกทำลายมากขึ้น มีผลต่อฮวงจุ้ยของเมือง ทำให้คอนนี้เมืองหาดใหญ่เร่เจอปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ..." (2)
ตัวแทนนักธุรกิจในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ให้ความเห็นไว้ใน การวิจัยประเด็นการรับมือของเมืองกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรณีศึกษา ความเป็นเมืองของหาดใหญ่ ที่ทำขึ้นใน ปี พ.ศ.2557 และได้มีการรวบรวมความคิดเห็นของตัวแทนชาวหาดใหญ่ ในประเด็น “เมืองหาดใหญ่ที่อยากเห็น”
คำตอบของชาวหาดใหญ่ในเวลานั้นคือ
เมืองที่ปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติ
เมืองสภาพแวดล้อมดี
เมืองสุขภาพปลอดภัย
เมืองแห่งการเรียนรู้/ข้อมมูล/การสื่อสาร/
เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์
เมืองแห่งการเอื้ออาทร
เมืองมีอัตลักษณ์
เมืองที่มีระบบขนส่งสาธารณะ
คำตอบทั้งหมดไม่เพียงสะท้อนให้เห็นปัญหาที่เป็นอยู่ของหาดใหญ่ ไม่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียวไม่เพียงพอ ขาดระบบขนส่งสาธารณะ เติบโตเร็วจนขาดอัตลักษณ์ ปัญหาธุรกิจสีเทา ฯลฯ
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ บอกให้รู้ว่า สิบปีผ่านไป ความปรารถนาของชาวหาดใหญ่ยังห่างไกลจากความจริง รวมถึงในส่วนที่อยากเห็นหาดใหญ่เป็นเมืองที่ปรับตัวกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไม่เพียงแค่หาดใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าบรรดาชุมชนท้องถิ่นที่เป็นผู้รับผลกระทบจากการพัฒนาไม่ว่าที่ไหน ต่างก็ยังไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง
เชิงอรรถ
(1) และ (2) ข้อมูลจาก กรณีศึกษา ความเป็นเมืองของหาดใหญ่ หน้า 1-16
เอกสารอ้างอิง
ขนิษฐา ชูสุขม จิตราวดี ฐิตินันทกร และ จุฑารัตน์ รัตนพิทักษ์ชน กรณีศึกษา ความเป็นเมืองของหาดใหญ่
งานวิจัยด้านการรับมือของเมืองกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภาพประกอบ
ภาพเก่าของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา
Robert L. Pendleton





Comments